| สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน
กับบทความประจำเดือนกันยายน ช่วงนี้มีคนบ่นเข้ามาในทำนองว่าบทความผมไม่หนักแน่นเหมือนแต่ก่อน
และควรลงประสบการณ์เกี่ยวกับพิทบูลให้อ่านบ้าง อันนี้ก็รับปากครับ
แต่ว่าประสบการณ์ โดยตรงเกี่ยวกับพิทบูลผมก็แค่ประมาณ 5 ปีเท่านั้นเอง
และช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้ติดตาม ข่าวสารจากเมืองนอกเลย นิตยสารที่ให้เพื่อนส่งมาให้ก็มีแต่โฆษณาขายลูกสุนัขเป็นหลัก
ฉะนั้นคงนำเสนอได้แค่คราวละนิดคราวละหน่อย เอาเป็นว่าเจออะไรดีๆก็จะนำมาเล่าให้ฟังนะครับ
ส่วนอีกท่านเสนอมาว่าควรเขียนบทความในเชิงวิเคราะห์พร้อมมุมมองเกี่ยวกับพิทบูลในบ้านเราด้วย
ชอบที่มีมุมมองแปลกๆไม่เหมือนใคร (เอ อันนี้ชักไม่แน่ใจว่าชมหรือตำหนิครับ)
เพราะอาจนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้บ้าง แถมหยอดท้ายให้อีกนิดว่า
บทความแบบนี้หาอ่านยาก และบทความเกี่ยวกับสุนัขก็มักจะซ้ำๆกัน อ่านแล้วไม่ค่อยมันส์
นักเขียนสไตล์คุณมาร์คนี้ส่วนมากจะเจอเฉพาะในนิตยสารเกี่ยวกับการเมืองเป็นหลัก
ฟังแล้วรู้สึกปลื้มใจจริงๆครับ ก็ผมเป็นแฟนประจำคอลัมพ์การเมืองนี่ครับจึงอาจจะได้รับอิทธิพลมาโดยไม่รู้ตัว
และก็ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างสูงสำหรับคำแนะนำคำติชมอันทรงคุณค่าเช่นนี้
ผมขออนุญาตนำคำแนะนำของท่านเหล่านั้นมาฉายอีกครั้งผ่านบทความอันนี้ไปยังผู้อ่านท่านอื่นๆด้วยครับ
ผมเรียนให้ทราบแล้วว่าผมยังเป็นนักเขียนมือสมัครเล่น และการที่มีโอกาสได้มาทำหน้าที่นี้
เป็นเพราะอุบัติเหตุ และก็ไม่เคยคิดว่าจะเขียนมาได้นานขนาดนี้ การเขียนบทความของผมบอกตามตรงว่าอาศัยว่างเมื่อไรก็เขียนเมื่อนั้น
ไม่เคยเขียนบทความล่วงหน้าทิ้งไว้เลย และจะอาศัยเหตุการณ์ปัจจุบันกับเรื่องราวรอบๆตัวเป็นหลัก
ซึ่งวิธีการแบบนี้ยอมรับอย่างไม่อายว่าอาจมีการเอาเปรียบท่านผู้อ่านบ้างในบางตอน
แต่มันก็มีข้อดีคือ ความสดของบทความ แต่ว่าความเข้มข้นก็ต้องยอมรับว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้นด้วย
บางช่วงมีเรื่องให้เขียนเยอะ แต่ว่าบางช่วงก็แทบจะไม่มีอะไรให้เขียนถึงเลย
แต่อย่างไรก็ตามทุกคำแนะนำติชมที่มีเข้ามา สำหรับผมแล้วมีค่าเป็นอย่างยิ่ง
สามารถใช้เป็นเครื่องมือวัดความต้องการของท่านผู้อ่านอีกทางหนึ่งด้วย
ถ้าท่านผู้อ่านไม่ติดตามบทความของผมจริงก็คงไม่อุตส่าห์เสียเวลาหรือเสียค่าโทรเข้ามาแนะนำอย่างแน่นอน
ขอขอบพระคุณอีกครั้งจากใจจริงครับ
มีอีกอย่างที่ทำให้รู้สึกดีใจและตื่นเต้นเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่วายที่จะรู้สึกหนักใจไปพร้อมๆกัน
เพราะว่าแฟนคอลัมพ์ของผมมีมาจากหลายชนชั้น ทั้งข้าราชการ นักธุรกิจ
หลากหลายช่วงอายุด้วย และอาจจะมีอีกเยอะที่ไม่ได้เปิดเผยตัวออกมา
บทความผมมันก็ชอบไปเฉี่ยวๆเอาท่านเหล่านั้นเสมอ ยากจะหลีกเลี่ยงได้
แต่ขอเรียนให้ทราบว่าผมไม่ได้มีอคติหรือตั้งใจเฉพาะเจาะจงเพื่อทำให้ใครเสียหาย
หากอ่านเจอก็ขอให้คิดเสียว่ามันเป็นแค่มุมมองของนักเขียนโนเนมคนหนึ่ง
หรือจะถือว่าเป็นแค่เสียงนกเสียงกาก็ได้ครับ บางท่านแค่ได้ยินชื่อก็หนาวแล้วครับ
เพราะท่านเหล่านั้นทรงคุณวุฒิกว่าผมเยอะ แต่ก็ยังให้เกียรติมาเป็นแฟนประจำ
หลายท่านก็มีอาวุโสมากจนไม่รู้จะใช้สรรพนามแทนท่านเหล่านั้นว่าอย่างไรดี
ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่เมื่อตอนประมาณปี 2535 ผมเคยมีพี่ชายท่านหนึ่งอายุ
72 ปี ความจริงควรจะเรียกว่าคุณปู่ แต่ท่านชอบให้เรียกท่านว่าพี่
พี่ชายท่านนี้ก็คือคุณนคร มงคลายน คนกรุงอาจจะไม่รู้จัก แต่ว่าคนต่างจังหวัดที่อายุ
40 ปีขึ้นไปน่าจะรู้จักท่านดี ท่านเป็นนักแสดง เป็นนักร้องเจ้าของผลงานเพลงโฆษณา
ถ่านไฟฉายตรากบอันลือลั่น แต่ต้องหาฟังทางคลื่น AM และเป็นปูชนียบุคคลที่วงการรถจักรยานยนต์ให้การยอมรับนับถือ
เมื่อก่อนเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยกันบ่อยๆ ท่านเต้นรำเก่งมาก เต้นได้ทุกจังหวะ
เวลาว่างหลังเลิกงานท่านชอบให้พาไปนั่งฟังเพลงเก่าๆด้วยกัน และออกไปวาดลวดลายโชว์
สเต๊ปเท้าที่คนหนุ่มๆยังกินแกยาก เวลาเรียกน้องมาสั่งอาหาร ท่านมักจะถามน้องเด็กเสิร์ฟเสมอว่า
นี่น้องเคยมีพี่อายุแก่ขนาดพี่คนนี้หรือเปล่า เจอมุขนี้เข้าไป เล่นเอาพวกผมที่นั่งอยู่ด้วย
ฮากันตรึม พูดถึงท่านแล้วก็อดคิดถึงไม่ได้ ท่านเสียตอนที่ผมยังอยู่เมืองนอก
อ่านเจอข่าวในอินเตอร์เน็ท โชคดียังได้มีโอกาสโทรสั่งให้คนที่บ้านเอาพวงหรีดไปร่วมแสดงความเสียใจกับครอบครัวท่านด้วย
แถมอีกหน่อยบางท่านก็กำลังดำรงอยู่ในตำแหน่งที่ให้คุณให้โทษได้เสียด้วย
ล่าสุดก็มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่ง ที่แหล่งข่าววงในอ้างว่าติดตามผมมาได้หลายฉบับแล้ว
อันนี้ต้องขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่า หากข้อเขียนอันใดทำให้รู้สึกขัดใจก็ต้องขออภัยด้วย
และเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ผมก็ลงคะแนนให้ท่านและพรรคท่าน แต่ว่าเลือกผู้ว่าครั้งนี้ขอนอกใจสักครั้งคงไม่ว่ากัน
เจ้ป. ก็เป็นคนดี แต่ว่าภาพที่ออกมา ท่านน่าจะเหมาะกับการเป็นนักสังคมสงเคราะห์มากกว่าที่จะมาเป็นนักบริหาร
และที่สำคัญกรุงเทพฯต้องการนักบริหารมืออาชีพที่กล้าตัดสินใจ ปัญหามันหมักหมมมานานแล้ว
แต่ไม่ยักจะมีใครกล้าผ่าทางตันเสียที เพราะกรุงเทพฯมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วมาก
และเหมือนว่าจะโตเกินไปแล้วด้วย แต่ว่าเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง ไม่มีแผนการใดๆมารองรับ
ทั้งระยะสั้นหรือระยะยาว
เอาแค่เรื่องผังเมืองแค่นี้ก็ไม่ใช่งานหมูแล้วครับ ถนนเส้นเดียวกัน
ไม่ทราบว่าปล่อยให้เกิดห้างใหญ่ๆหลายห้างมากระจุกอยู่ด้วยกันได้อย่างไร
ตึกใหญ่ๆที่เกิดขึ้นใจกลางเมือง ก็คือบรรดาธุรกิจและจำนวนคนมหาศาลที่เตรียมไปกระจุกกันที่นั่นอีกเหมือนกัน
เมื่อคนเยอะขึ้นรถก็เยอะตาม เพราะว่าคนที่อาศัยอยู่นอกเมืองแต่ทำงานกลางเมือง
ส่วนมากมีรถส่วนตัวแทบทั้งนั้น ไม่เชื่อดูเอาเองตอนเช้าจำนวนรถมหาศาลจากชานเมืองแข่งกันมุ่งหน้าเข้ากลางเมือง
รถที่วิ่งสวนออกมาแทบไม่มี แต่ถนนเท่าเดิม จราจรจึงเป็นจราจรอย่างที่เห็น
ขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพอย่างเช่นรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินก็สามารถให้บริการได้แค่ตัวเมืองชั้นใน
มันจึงเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ที่จะไม่ให้คนใช้รถยนต์ส่วนตัว ขอร้องเลยนะครับใครที่เสนอว่าจะห้ามประชาชนใช้รถยนต์ส่วนตัว
โปรดคิดให้มากอีกนิดนะครับ ถ้าประชาชนเขามีทางเลือกเขาคงไม่นำรถส่วนตัวออกมาหลอกครับ
ยิ่งน้ำมันกำลังแพงอย่างทุกวันนี้ และมาตรการที่รณรงค์ให้ประชาชนประหยัดพลังงานแต่ว่าพวกท่านไปไหนกันทียกขบวนไปเป็นฝูง
ทั้งรถนำรถติดตาม ฉะนั้นก่อนพูดอะไรออกมา ควรมองดูตัวเองก่อนประชาชนไม่ได้โง่อย่างที่ท่านคิดนะครับ
ผมอยากเห็นใครก็ได้ที่กล้าทำให้กรุงเทพเล็กลง และกระจายความเจริญไปต่างจังหวัดบ้าง
ไม่ใช่อะไรก็มากระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพฯ
เลือกผู้ว่าคราวนี้หากว่ายังไม่รู้จะลงคะแนนให้ใครผมอาจจะลองเลือกเฮียชูดูสักที
เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก และบอกเลยว่าไม่ได้เลือกเพื่อความสะใจอย่างแน่นอน
หรืออาจจะเป็นคุณนิติภูมิ ที่มีนโยบายจะประยุกต์เอาข้อดีและข้อด้อยของประเทศอื่นมาปรับใช้กับบ้านเรา
ท่านอื่นๆที่ลงในนามอิสระยอมรับเลยว่าคราวนี้มากไปด้วยคนที่มีความสามารถจนเลือกไม่ถูก
แต่คนที่บางพรรคแอบหนุนหลังนี่บอกตรงๆว่า ยังไม่เข้าท่าเท่าไร เลือกไปคงช้ำใจเหมือนเดิม
กรุงเทพฯ มันเจริญเติบโตอย่างบ้าคลั่ง และปัญหาของกรุงเทพไม่มีทางที่ผู้ว่าเพียงคนเดียวจะทำอะไรได้
คนที่จะทำให้กรุงเทพฯของเราดีขึ้นก็คือข้าราชการในกรุงเทพฯ ที่มีอยู่เกือบแสนคนนี้
ต่างหาก แต่ว่าปัจจุบันนี้เขาอาจจะยังขาดผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ฉะนั้นคนที่จะมาเป็นผู้ว่าควรจะเป็นนักบริหารที่สามารถสั่งการได้และใช้คนเป็น
ผมเคยฟังคุณชูวิทย์เล่าถึงวิธีการบริหารธุรกิจแล้วยอมรับว่าไม่ธรรมดา
และใช้คนเป็น หากได้แกมาสั่งการแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ผมว่ากรุงเทพฯคงจะดีขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว
ผมเห็นว่าที่ผู้ว่าฯมีแต่คนพูดเรื่องนโยบาย แต่ไม่เห็นมีใครพูดถึงเรื่องการพัฒนาคน
เพราะคนคือกลไกสำคัญในการผลักดันทุกโครงการให้เกิด หากคนที่มีหน้าที่แต่ไม่มีประสิทธิภาพ
นโยบายดีแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ ทุกวันนี้ขับรถผ่านด่านเก็บเงินทับช้าง
ถนนวงแหวนเห็นรถติดยาวเป็นกิโลทุกเช้าโดยเฉพาะวันจันทร์เพื่อแย่งกันเข้าคิวจ่ายเงิน
คิดดูเอาเองลูกค้าจำนวนมหาศาลที่ไม่มีทางเลือก แถมเต็มใจเอาเงินมาประเคนให้
เฉพาะผมคนเดียวก็โดนแน่ๆแล้วค่าทางด่วนสามด่านวันละ 190 บาท เป็นแบบนี้มาก็นานแล้วแต่ไม่เห็นวี่แววว่าใครจะมาแก้ปัญหาให้ประชาชนได้
ถ้าประชนชนมีทางเลือกไม่ถูกมัดมือชกอย่างทุกวันนี้รับรองได้ทางเส้นนี้คงเจ๊งแน่ๆ
แต่ไม่รู้ว่าผู้บริหารองค์กรแห่งนี้นอนทำอะไรอยู่ ไม่รู้สึกร้อนก้นบ้างเลยหรือ
ติดขัดอะไร กำลังดำเนินการอะไรอยู่อย่างน้อยก็ควรชี้แจงให้ประชนชนได้มีความหวังบ้าง
ไม่ใช้มีแต่ป้ายยินดีต้อนรับ กับป้ายขออภัยในความไม่สะดวกอย่างทุกวันนี้
ขับรถผ่านทุกวันก็รู้สึกว่าป้ายมันเก่ามากแล้ว ทำไมใช้เวลาสร้างนานเหลือเกิน
เป็นโครงการเจ็ดชั่วโคตรหรือเปล่า หรือว่าใช้วิศวกรทีมเดียวกับที่สร้างกำแพงเมืองจีน
ไม่รู้หรือครับว่าโครงการนี้ถ้าเร่งรัดให้เสร็วไวได้เท่าไรก็จะช่วยชาติประหยัดพลังงานได้มหาศาล
หรือถ้ารู้ตัวแล้วว่าปัญหานี้ไม่มีทางแก้ได้ก็ควรจะเปิดโอกาสให้คนอื่นเขามาลองทำบ้างจะดีไหมครับ
และผู้ว่าประเภทที่ไปลงมือทำเองทุกอย่างนี่ผมไม่เอาด้วยอย่างเด็ดขาด
เพราะเงินเดือนก็แพงแสนแพงแต่ถึงขั้นลงมือไปกวาดถนนหรือลอกท่อด้วยตัวเอง
นี่มันเป็นการทำงานที่ไม่คุ้มเงินเดือนเลยจริงๆ ถ้าอยากจะทำงานแบบนั้นจริงๆ
ไม่ต้องลงทุนมาลงเลือกตั้งให้เหนื่อย แค่เดินเข้าไปสมัครตำแหน่งดังกล่าวก็ได้ทำงานแล้ว
งานของผู้ว่าคือการใช้สมองสั่งการ ไม่ใช้การไปใช้แรงงานเสียเอง การเลือกคนที่มีพรรคสนับสนุนบางทีก็แทงกั๊กห่วงคะแนนเสียงมากไปหน่อย
ปัญหาบางอย่างเวลาแถลงนโยบายก็ไม่กล้าฟันธงว่าจะมีวิธีการแก้อย่างไร
คงกลัวเสียงหาย หลายครั้งแล้วที่ยังเจ็บใจจนวันนี้ ผู้สมัครบางท่านก่อนเลือกกลับหลังเลือกเป็นคนละคนกันเลย
บทความนี้กว่าจะลงตีพิมพ์ก็เลือกผู้ว่าผ่านพ้นไปแล้ว เฮียชูของผมก็คงสอบตกอยู่ดี
คงไม่ถือว่าเป็นการชี้นำนะครับ
บันทึกตอนนี้ฟาดงวงฟาดงาไปทั่ว ยิ่งเขียนยิ่งมันครับ สงสัยเก็บกดมานาน
และทำตามคำขอเพื่อเอาใจคอการเมืองด้วย กลับมาเข้าเรื่องพิทบูลกันต่อนะครับ
มีอยู่ข่าวหนึ่งที่ยังไม่ได้เขียนถึง เจ้าแจมแจม สุนัขพิทบูลยักษ์
ของคุณเจอร์รี่ ตัวที่หนัก เกือบ 50 โลตัวนั้น ได้จากเราไปเสียแล้ว
น่าเสียดายจริงๆ ผมกับเจอร์รี่วางแผนว่าจะไปรีดน้ำเชื้อเก็บไว้เสียหน่อย
แต่ต่างคนต่างยุ่งก็เลยไม่ได้ไปทำเสียที ไม่นึกว่าจะจากไปเร็วจนตั้งตัวไม่ทันแบบนี้
ใครที่มีลูกหลานเจ้าตัวนี้อยู่ก็รักษาไว้ให้ดีนะครับ ที่ผมให้เก็บไว้ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นเพราะความสวยหรือความสุดยอดเหนือกว่าใคร
แต่ว่าอยากให้เก็บเพราะว่า แจมแจมเป็นพิทบูลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ที่หาไม่ได้ง่ายๆ
ผมกับเจอร์รี่ชอบพิทบูลเหมือนกันอยู่อย่างคือ ชอบพิทบูลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เอกลักษณ์ของพิทบูลแต่ละตัวไม่ว่าจะเป็นความสวยความงาม ความสามารถ
สายเลือดหรืออะไรก็ตามแต่ มันมีคุณค่าอยู่ในตัวมันเองทั้งนั้น ขึ้นอยู่ที่เราจะเลือกเอาจุดไหนมาเล่น
แต่ผมไม่ชอบที่จะฟันธงไปเลยว่า แบบไหนคือแบบที่ดีที่สุด คนที่เล่นตามเขาไปเรื่อยโดยไม่มีเป้าหมายของตัวเอง
เล่นให้ตายก็ไม่มีทางเจอหมาที่ถูกใจ ผมมักจะแนะนำคนที่มาขอคำปรึกษาว่าให้ใช้เวลาเลือกนานๆ
จนมั่นใจว่าเราชอบพิทบูลจริงๆ วิธีที่ผมบอกทำให้หลายคนเปลี่ยนใจหันไปเล่นพันธ์อื่น
อันนี้ก็นับว่าเป็นโชคดีของหมาที่เกือบจะตกไปอยู่ในมือของเจ้านายที่เลี้ยงหมาตามแฟชั่นเสียแล้ว
การเลี้ยงพิทบูลให้ได้ดีต้องเลี้ยงตัวเดียวและมีเวลาให้เขามากๆ ถ้าโชคดีเจอหมาสายเลือดดีๆฉลาดๆ
ผมการันตีได้ว่า ยากที่ท่านจะปันใจไปเลี้ยงสุนัขพันธ์อื่นได้ ผมเคยบ้าสายประกวดอยู่พักหนึ่ง
แต่การประกวดจะใช้หมาเปลืองมาก เพราะความสวยมันเทรนกันไม่ได้ จะส่งไปทำศัลกรรมก็ทำไม่ได้เสียด้วย
ผมจึงมาเล่นหมาที่มีเอกลักษณ์ เมื่อเราเข้าใจถึงแก่นแท้ของสุนัขที่เรามีแล้วเราก็เริ่มเล่นในสิ่งที่เขามีอยู่ในตัว
อย่างที่ผมเคยทำมา อาจจะเป็นเพราะความบังเอิญหรือเปล่าก็ไม่รู้ที่ผมได้เจ้าไทเกอร์พิทบูลตัวแรก
มาตั้งแต่อายุแค่เดือนเดียว เหตุเพราะที่เขาเล็กมากจึงต้องประคบประหงมกันเป็นพิเศษ
ประกอบกับการอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนท์ ทำให้ต้องใกล้ชิดกันตลอดเวลา
เจ้านี่จึงติดผมมากและกลายเป็นหมานายเดียวอย่างทุกวันนี้ ไทเกอร์เข้าได้กับทุกคน
แต่จะเล่นแค่ประเดี๋ยวเดียว พอเบื่อแล้วก็ไม่ยอมให้ใครจับตัว เคยมีคนบอกว่าจะแอบมาอุ้ม
ผมเลยลองให้อยู่กับสองต่อสองปรากฏว่า ไทเกอร์ไม่ยอมให้เข้าใกล้ ตอนนี้เลยรู้แล้วว่าหมานายเดียวมันเป็นอย่างไร
ผมเลี้ยงเขาเหมือนกับเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง อะไรที่ชอบก็ชมอะไรที่ไม่ชอบก็ดุ
และที่สำคัญเวลาฝึกผมไม่เคยใช้อาหารล่อ ผมมีความเชื่อว่าเลี้ยงพิทบูลให้ได้ดีต้องได้ใจหมา
เพราะหากเราใช้ของล่อก็แสดงว่าหมามันทำตามคำสั่งเราเพราะอยากได้ของรางวัล
ซึ่งมันจะแตกต่างกับหมาที่ทำตามคำสั่งเรา มันทำตามคำสั่งเราเพราะอยากเอาใจเรา
อยากให้เรามีความสุข อันนี้แตกต่างกันคนละเรื่องเลย ใครไม่เชื่อลองดูได้
การแข่งลากหลายครั้งที่ผ่านมา หมาที่เจ้าของฝึกจนได้ใจมันแล้วอะไรก็เอาไม่อยู่
แค่เจ้าของออกคำสั่งเท่านั้น มันก็ลากสุดใจขาดดิ้น หมาที่เป็นแชมป์ทุกตัวในอเมริกาเองก็ลากตามคำสั่งเจ้าของทั้งนั้น
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการมีวินัยของเจ้าของ ไม่อย่างนั้นจะทำให้เขาสับสนได้
พิทบูลตัวที่ฉลาดมากๆมักจะพยายามเอาชนะเจ้าของหากว่าเจอเจ้าของที่ยอมอ่อนให้ละก็เสร็จมัน
แต่ถ้าเราเฉียบขาดและไม่ยอมมัน มันก็จะยอมรับเราในที่สุด ความที่มันเป็นหมามีกึ๋นนี่ละก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างของพิทบูล
แต่บางท่านก็อาจจะไม่ชอบก็ไม่ว่ากัน ฉะนั้นเราจึงควรศึกษานิสัยสุนัขพันธ์ที่เราจะเลี้ยงให้ดีก่อน
จะได้ไม่เป็นภาระในภายหลัง
เทคนิคที่สำคัญในการเลี้ยงหมาให้ดี ก็คือเวลาที่เรามีให้ การที่จะฝากภาระทุกอย่างหรือแม้แต่เรื่องการฝึกในคำสั่งขั้นพื้นฐานให้กับศุนย์ฝึกแต่เพียงฝ่ายเดียว
ผมขอแนะนำเลยว่าอย่าเลี้ยงเลยดีกว่า เพราะนั้นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเป็นเจ้าของหมา
เรื่องง่ายๆแค่นี้หากท่านยังทำไม่ได้เลย แล้วช่วงเวลาที่เหลือของชีวิตหมาที่ท่านจะเป็นเจ้าของจะเป็นอย่างไรลองคิดดูเองนะครับ
สิ่งที่ผมพูดนี่คือการเป็นเจ้าของแบบถึงกึ๋น ไม่ใช่เลี้ยงแค่ฉาบฉวย
ใครจะว่าผมบ้าผมก็ยอม ผมเอาหมาเข้าไปนอนในห้องนอนด้วย แต่ท่านผู้อ่านที่มีครอบครัวและมีบุตรตัวเล็กๆผมก็ไม่แนะนำให้ทำแบบเดียวกับผมนะครับ
เนื่องจากช่วงนั้นผมอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนท์เพียงคนเดียว จึงไม่สร้างความรำคาญให้ใคร
ผมคุยกับเขาเหมือนกับคุยกับเด็กเล็กๆคนหนึ่ง พยายามฝึกให้เขามีระเบียบ
กินอาหารเป็นเวลา และกินเมื่อสั่ง ถ้ายังไม่สั่งวิ่งเข้ามากินผมจะดุและจับออก
เมื่อสั่งแล้ววิ่งเข้ามากินผมจะชม ใครไม่เชื่อลองมาดูผมสามารถสั่งให้หมากินข้าวได้
เรื่องความสะอาดก็เป็นเรื่องสำคัญ เจ้าไทเกอร์เป็นหมาที่รักความสะอาดมาก
ไม่ชอบอยู่นอกบ้าน ไม่ชอบลงไปย่ำในพื้นที่ชื้นแฉะ ยกเว้นเวลาไล่แมว
อันนี้ถึงแฉะก็ไม่สน ฮา...
การฝึกหมานั่งรถอันนี้ก็สำคัญ ช่วงแรกต้องพยายามสร้างความคุ้นเคยก่อน
มิเช่นนั้นเขาจะเมารถและติดเป็นนิสัย สุนัขบางตัวขึ้นรถปั๊บก็อ๊วกทันที
ผมอาจจะเลียบแบบและบ้าฝรั่งมากไปหน่อย ตอนอยู่ที่อเมริกาผมชอบขับรถพาหมาเที่ยว
เวลาไปไหนผมก็เอาหมาไปด้วย ช่วงแรกๆ เพื่อนก็ไม่ยอมให้เอาเข้าบ้าน
เมื่อเขาไม่ให้เอาหมาเข้าบ้านวันหลังเขาโทรมาชวนผมก็อ้างว่า ไปไม่ได้เพราะไม่มีใครดูแลหมา
ภายหลังเขาก็ยอมให้ผมนำหมาเข้าไปด้วยได้ และด้วยความฉลาดบวกกับความที่มันเป็นหมารักความสะอาด
กลิ่นตัวก็ไม่มี มันจึงกลายเป็นขวัญใจของเพื่อนๆผมในที่สุด ผมเคยจูงไทเกอร์อายุสามเดือนกว่าไปเดือนเล่นที่
South Beach Miami คนเยอะมาก แต่เจ้านี่ไม่กลัวอะไรเลย เดินนำหน้าตลอด
รู้สึกว่ามันมีความสุขมาก เรื่องจิตใจนี่ไม่รู้ว่าของคนอื่นเป็นเหมือนผมหรือเปล่า
ผมเคยพามันเดินผ่านบ้านหลังหนึ่ง ขณะเดินเฉียดรั้ว มีเกรทเดนตัวเท่ายักษ์วิ่งมาเห่าใส่
เจ้าไทเกอร์สะดุ้งโหยงเลย แต่พอมันตั้งสติได้ก็วิ่งใส่เจ้าเกรทเดนตัวนั้นทันที
อาจจะเป็นเพราะสายเลือดความเป็น โอลด์ แฟมิลี่ เรด เรด โน๊ส ที่เข้มข้นภายในตัวมัน
มันพุ่งเข้าขวางระหว่างผมกับหมายักษ์ตัวนั้น แต่มีรั้วตาข่ายกั้นกลาง
ความกล้าหาญของเจ้าตัวเปี๊ยกวัยแค่ 3 เดือนที่กล้ายืนเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่ในครั้งนั้นประทับใจผมมาจนทุกวันนี้เลยครับ
นี่ละความสุดยอดอีกอย่างหนึ่งที่มีอยู่ในทุก อณูของสายเลือดความเป็นพิทบูลที่ผมหมายถึง
นั่นก็คือประสบการณ์บางส่วนที่นำมาเล่าให้ฟังตามคำขอครับ มาถึงเรื่องกิจกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่
เรื่องแรกก็อย่าลืมนะครับ การท่องเที่ยวแคมปิ้งแบบติดดินของพวกเรา
เสาร์ที่ 23 และอาทิตย์ที่ 24 ตุลานี้ เที่ยวกันแบบไม่มีพิธีการอะไรมาก
โปรแกรมแบบคร่าวๆก็คือ วันแรกหลังจากเดินทางไปถึงที่หมาย เตรียมที่พักกางเต้นท์เสร็จก็ไปล่องแก่ง
จากล่องแก่งก็ไปเดินป่า แวะชมฝูงค้างคาวออกจากถ้ำตอนตะวันตกดิน จากนั้นก็ไปส่องสัตว์
เสร็จจากส่องสัตว์ก็แค้มป์ไฟ ช่วงนี้ฟรีสไตล์ ใครใคร่ดื่ม ดื่ม ใครไม่ไหวก็เข้าเต้นท์นอน
ตื่นเช้าใครที่ยังแรงดีก็ไปขี่เสือภูเขาไปดูพระอาทิตย์ขึ้น และชมป่าชมเขาต่อ
ช่วงขากลับ เราจะแวะเที่ยวที่ฟาร์มโชคชัย ไปขี่ม้ากินนมแกล้มกับสเต็กให้พุงกางก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน
งานนี้เราเน้นความเรียบง่าย นอนกลางดินกินกลางทราย นั่งรอบกองไฟ
ในสไตล์ดิบเถื่อนแต่คลาสิคแบบคนพิทบูล ไม่มีวงดนตรีบรรเลงหรือมีพนักงานสาวสวยมาคอยเสิร์ฟให้อย่างเด็ดขาด
แต่ถ้าใครเตรียมไปเองอันนี้ผมคงห้ามไม่ได้ครับ กลุ่มไหนที่เห็นประโยชน์จะจัดบ้างก็ไม่เป็นไร
สังคมพิทบูลของเราจะได้เป็นสังคมที่มีคุณภาพกับเขาบ้าง ขอใช้ประโยชน์จากการเลี้ยงหมาเหมือนกันมาเป็นสื่อในการสร้างมิตรภาพ
ตอนนี้มีกลุ่มทางอีสาน กลุ่มทางตะวันออก บวกกับกลุ่มกรุงเทพฯ เท่าที่กะคร่าวๆก็กลุ่มใหญ่เอาเรื่อง
แต่เพื่อความแน่นอนของคนประสานงาน ช่วยยืนยันกันบ่อยๆนะครับ จะโทรมาที่ผม
เบอร์ 01 648 3698 หรือถ้าจะให้สะดวกที่คุณแชมป์ก็ได้ หมายเลข 06
567 2245 หรือ 09 477 5906 ก็ได้ครับ
อีกงานสำคัญก็คือเรื่องงานแข่งลากน้ำหนัก ผมริเริ่มและผลักดันมาก็นานพอสมควรแล้ว
ยืนยันด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรีเลยว่า ผมทำเพื่อเป็นทางเลือกให้กับคนเลี้ยงพิทบูลโดยเฉพาะ
เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างสุนัขและเจ้าของให้มากขึ้น และการจัดงานทุกครั้งไม่มีได้ตังค์นะครับ
มีแต่เสียตังค์ทั้งนั้น ครั้งนี้ก็ตั้งใจว่าจะเอาค่าสมัครทั้งหมด
พร้อมด้วยเงินส่วนตัวส่วนหนึ่งสมทบเพื่อเป็นรางวัลมอบให้กับผู้ที่ยอมเสียสละเวลาฝึกสุนัข
ส่งเข้าแข่งขัน ผมทำเพราะความมันในอารมณ์ ทำเพื่อพิทบูลและอยากให้เจ้าของสุนัขมีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน
เหตุเพราะว่าหมาไม่สวยทำอย่างไรก็ไม่สวย แต่ว่าคุณค่าของหมาไม่ได้วัดกันที่ความสวยแต่เพียงอย่างเดียว
และการแข่งครั้งนี้แค่เริ่มต้นก็เริ่มร้อนแรงแล้วครับ มีสองพิทบูลจอมอหังการ
เจ้าไดมอนด์ขาว เพศเมียของคุณแชมป์ ที่เป็นแชมป์เก่าหลายสนาม กับเจ้าจังโก้
น้องใหม่ล่าสุดเพศผู้ ของคาวบอยหนุ่มลูกทัพฟ้าจากอุดรธานี ขึ้นอัลฟ่าเจ็ทบินตรงถึงกรุงเทพฯ
พร้อมกล้าประกาศว่ายินดีเปิดรับคำท้าให้พิทบูลตัวทุกในพิกัดเดียวกันมาพิสูจน์
จะเอามีค่าเหนื่อยติดปลายนวมก็ย่อมได้ ส่วนเจ้าแทงค์ หมูสลาตัน บูลเทอร์เรียหนึ่งเดียว
จอมซ่าส์ที่ปราบพิทบูลมาหลายงาน ก็ประกาศว่าครั้งนี้ขอแข่งทิ้งทวนเป็นครั้งสุดท้าย
ที่ประกาศแบบนี้ไม่รู้ต้องการทิ้งทวนจริงๆ หรือว่าเริ่มปอดกระเส่ากันแน่
แค่โหมโรงยังดุเดือดขนาดนี้ วันงานก็การันตรีได้ว่ามันส์แน่ๆ ขืนใครพลาดก็ต้องเสียดายไปอีกนานครับ
ฉบับที่แล้วมีบทความอันหนึ่ง อ่านแล้วรู้สึกแหม่งๆชอบกล บทความประเภทที่เขียนในทำนองที่ว่า
ใครคิดไม่เหมือนตูหรือชอบไม่เหมือนตูต้องกลายเป็นศตรูทั้งหมด แถมบทความดันมาต่อท้ายบทความผมเสียด้วย
ถ้าเขียนแบบนั้นแล้วหมายถึงกลุ่มพิทบูลกับงานลากน้ำหนักแล้วละก็แสดงว่าเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับหมาพันธ์นี้เลยจริงๆ
กิจกรรมนี้แม้แต่ประเทศต้นตำหรับเองยังถือว่ามันเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับสุนัขหลายๆพันธ์ไม่เพียงแค่พันธ์พิทบูลเท่านั้น
และการลากก็ทำด้วยความสมัครใจของสุนัข ไม่ได้มีการบังคับหรือเฆี่ยนตี
จึงไม่ทราบว่ามันเป็นการทรมานสัตว์ตรงไหน และที่อ้างถึงว่ารูปแบบการแข่งขันที่เป็นที่ยอมรับของทุกคนในโลกก็คือการประกวด
อันนี้ผมเถียงหัวชนฝาเลยครับ อย่าเอาแค่ความรู้สึกของตัวเองมาตัดสินคนอื่นเลยครับ
ที่ขัดแย้งกันทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะว่าการประกวดหรอกหรือครับ พูดอะไรออกมาก็อย่าให้เว่อร์จนเกินไปครับ
คำพูดนี้ไม่รู้ว่าพูดออกมาได้อย่างไร แข่งกันพัฒนาถึงจะเรียกว่าเก่งจริงเก่งแบบลูกผู้ชายตัวจริง
อยากรู้เหลือเกินว่าหมาคอกหนึ่งนี่มันสวยทุกตัว ประกวดได้ทุกตัวเลยหรือครับ
ใช้สมองคิดอีกหน่อย ถ้าคนบ้าประกวดกันทุกคนแล้วไอ้ตัวที่ไม่สวยนี่ใครจะเอา
อย่าบอกนะว่าจะเก็บไว้เลี้ยงเองทั้งหมด ร้อยทั้งร้อยก็ขายออกมาสู่ตลาดอยู่ดี
ขอเล่าย้อนให้ฟังโดยสรุปถึงบทความอันนั้นสักเล็กน้อย คนที่ไม่ได้ติดตามมาก่อนอาจจะงง
ว่าผมพูดถึงอะไร เขาเขียนเดี๋ยวนี้มีการแข่งแปลกๆ ดูแล้วไร้สาระ
ไม่มีประโยชน์ เอาสุนัขไปทรมานเพื่อความสนุกสนานของกลุ่มคนที่ใช้ปัญญาเพียงหยิบมือเดียว
การแข่งแปลกๆตอนนี้ก็มีแต่กลุ่มพิทบูลนี่ละครับ เอาหมามาแข่งลากน้ำหนัก
เล่นกันอย่างเปิดเผยและมีเล่นกันอยู่แค่กลุ่มเดียว และอีกหนึ่งประโยคทอง
ที่ว่ามีบางคนเลี้ยงหมาแค่ไม่กี่ตัวก็ตั้งตัวเป็นปรมาจารย์เห็นแล้วน่าทุเรศ
ผมเองก็ไม่ทราบว่าหมายถึงใคร ผมเองก็เลี้ยงหมาแค่ตัวเดียวแต่บังอาจให้คำปรึกษาคนเขาไปทั่วเสียด้วย
ไม่รู้เรียกว่าทำตัวเป็นปรมาจารย์หรือเปล่า ผมว่าคนเราจะมีความเชี่ยวชาญหรือไม่จะวัดกันที่จำนวนสุนัขที่เลี้ยงไม่ได้หรอกครับ
บางคนที่มีความรอบรู้เรื่องสุนัขมากๆแต่ไม่ได้เลี้ยงหมาก็มีถมไป
และบางคนมีหมาเป็นฝูงแต่ไปไม่ถึงไหนก็เยอะ ผมเองก็เลี้ยงตัวเดียวเลี้ยงจนได้ดี
มีคนรู้จักมากมายอย่างทุกวันนี้ก็เพราะหมาตัวเดียวที่ว่านี่ละครับ
คราวหน้าจะหมายถึงใครก็ทิ่มมันตรงๆแบบผมนี่เลย อย่ามาแทงกั๊กแบบนี้คนเขาจะสับสน
ความจริงผมก็ไม่ได้สนใจอ่านบทความไร้สาระอันนั้น กลัวยิ่งอ่านจะยิ่งโง่
เพราะเห็นเขียนเชียร์แต่หมาตัวเอง จะขายลูกหมาก็ว่าไปตรงๆ แต่ขอความกรุณาอย่าใช้วิธีการเขียนด่าหมาคนอื่นเพื่อจะขายหมาตัวเอง
และใครอยากจะทำอะไรก็ทำไป เลี้ยงหมูเลี้ยงหมามันเป็นความชอบส่วนตัว
แต่อย่าไปสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านก็เป็นพอ ส่วนการด่ากราดแบบนั้นเผลอๆมันจะเป็นการเพิ่มศตรูแก่ตัวเองเปล่าๆ
และควรศึกษากฎของการเป็นนักเขียนด้วย การมีปากกาอยู่ในมือควรใช้มันอย่างสร้างสรรค์หน่อย
เพราะถ้าไปเขียนโจมตีใครโดยที่เขาไม่มีโอกาสชี้แจง ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดูบ้าง
จะรู้สึกอย่างไร
สำหรับผมแล้วสนใจเฉพาะแต่เรื่องของพิทบูล สุนัขพันธ์อื่นนี่ไม่จำเป็นไม่อยากเข้ายุ่ง
แต่ว่ามีท่านผู้อ่านบางท่านให้ข้อสังเกตมา ผมจึงไปอ่านดู ยิ่งช่วงนี้วงการพิทบูลกำลัง
ฮ๊อท มีใหม่ๆเข้ามาอีกเพียบ หลายรูปแบบหลายสไตล์ มีมาให้เลือกกันเพลินเลย
ผลประโยชน์ก็มาตกกับผู้ซื้อนี่ละครับ ส่วนของจริงของปลอมก็ต้องดูกันดีๆ
ก่อนจะควักเงินให้ใครควรชั่งใจให้นานที่สุด เงินอยู่ในกระเป๋าถึงอย่างไรก็ยังเป็นของเรา
แต่ว่าปล่อยหลุดออกไปแล้วเอาคืนยาก หมาสวยๆ มันมีออกมาทุกวัน จะซื้อเมื่อไหร่ก็ซื้อได้
ซื้อช้าไปเดือนสองเดือน คงไม่ถึงกับตายใช่ไหมครับ และหากรีบร้อนซื้อ
ผลที่ตามมาก็คือ หากได้ตัวที่ถูกใจก็ดีไป แต่ว่าไม่ถูกใจก็ต้องทนเลี้ยงไปอีกนานละครับ
ซึ่งเรื่องนี้พวกเราต้องช่วยกัน พวกที่ผลิตหมาอย่างขาดความรับผิดชอบจะได้หมดไปเสียที
และขอเตือนหากใครคิดจะย้อมแมว ก็ระวังตัวไว้ด้วย สมัยนี้ความลับไม่มีในโลกครับ
ส่วนการที่บอกว่าการประกวดเป็นการพัฒนาหมา ขอโทษครับการประกวดหมาบางพันธ์ก็เอาข้อด้อย
หรือความพิการของเขามาเล่นกัน ผมว่านั่นละคือสร้างความทุกข์ทรมานให้เขามากกว่าเสียอีก
และอย่าอ้าง FCI เพราะ FCI ก็คือองค์กรเกี่ยวหมาธรรมดาๆองค์กรหนึ่ง
คนที่ศรัทธาก็ก็รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นสมาชิก แต่สำหรับผมแล้วรู้สึกเฉยๆครับ
และหมาหลายๆพันธ์ที่ FCI ให้การรับรองก็ใช่ว่าจะได้รับความนิยมเสมอไป
ของดีจริงคุณค่ามันอยู่ที่ตัวของมันเอง ไม่จำเป็นต้องให้ใครมารับรองให้ยุ่งยาก
ดูอย่างอเมริกันพิทบูลที่กำลังนิยมอยู่ในขณะนี้ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องขึ้นกับ
FCI เลยครับ
ผมอยากจะบอกให้ทราบว่า เกือบทุกสมาคมในโลกนี้ตั้งขึ้นมาก็เพื่อผลประโยชน์ของคนในกลุ่มของตนเองทั้งนั้น
หากผลประโยชน์ลงตัวก็ดี แต่หากขัดกันเองเมื่อไหร่ก็พัง ถ้าคิดว่าผมพูดไม่จริงเถียงได้นะครับ
การกำหนดมาตรฐานต่างๆที่ออกมา เขาทำเพื่ออะไรถ้าไม่ใช่การแบ่งเกรดหมาเพื่อจะช่วยสร้างความแตกต่างของหมาแต่ละตัว
ในที่สุดก็จบที่ราคาของลูกหมาเป็นสำคัญ แต่ผมยืนยันได้เลยว่านั่นไม่ใช่วิธีการวัดคุณภาพหรือคุณค่าในตัวหมาอย่างแน่นอน
ผมอยากให้ท่านผู้อ่านที่รักของผมเป็นคนที่มีเหตุผล อย่าไปเชื่อตามฝรั่งเสียทุกเรื่องจนขาดจุดยืนของตัวเอง
เพราะผมเห็นมาเยอะแล้วการเลี้ยงหมาของคนในต่างประเทศ ที่เขาเชื่อว่าหมาทุกตัวมีค่าทั้งนั้น
ไม่ว่าจะพันธ์แท้หรือพันธ์ทาง และคนเหล่านี้เขารักเขาผูกพันกับสุนัขของเขามาก
เลี้ยงไว้เป็นเพื่อนดูแลเป็นอย่างดี และหมาที่เขาเลี้ยงก็ไม่ได้สวยงามมากมายอะไรด้วย
ที่สำคัญหมาพันธ์ทางหน้าตาออกไปทางอัปลักษณ์เหล่านี้ ที่แข่งด้านความสามารถชนะหมาสายพันธ์แท้ที่สวยๆก็มีถมเถไป
ผมไม่เข้าใจความคิดของคนหลายคน ที่บ้าการประกวดอย่างขาดเหตุผล ชอบเอาหมาตัวเองไปให้คนอื่นตัดสิน
พอแพ้มาก็เป็นทุกข์ ตอนรักก็กอดจูบได้ทั้งวัน พอแพ้ละก็อย่าว่าแต่จับต้องตัวเลย
ข้าวยังแทบจะไม่อยากให้กิน ทำไมยามรักกับยามชังช่างแตกต่างกันเหลือเกิน
ทั้งๆที่หมาก็หมาเรา เงินซื้อก็เงินเรา เลือกก็เลือกเอง ค่าอาหารก็ออกเอง
เจ็บป่วย เก็บขี้ก็ทำด้วยตัวเองทั้งนั้น แต่ว่าเวลาวัดคุณค่าของหมาไปเอาใครก็ไม่รู้
ที่เลี้ยงก็ไม่เคยเลี้ยงแค่มามองๆ ลูบๆ คลำๆ แล้วตัดสินได้เลยว่าหมาเราดีหรือไม่ดี
หมาหลายตัวที่ไม่มีถ้วยรางวัลมาการันตี จึงต้องกลายสภาพเป็นหมาบ้านแตกสาแหรกขาด
บางตัวถูกขับไล่ไสส่งออกจากบ้าน ถูกยกให้คนอื่นเอาไปเลี้ยง ถูกนำไปปล่อยวัด
หรือถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต นี่นะหรือสิ่งที่เขาเรียกว่าการพัฒนา
นี่นะหรือสิ่งที่ลูกผู้ชายตัวจริงเขาทำกัน นี่นะหรือสิ่งที่หมามันได้รับเป็นการตอบแทน
จากการที่มันได้มอบกายถวายชีวิตให้กับนายของมัน หมามันไม่เคยเรียกร้องหรือสามารถเรียกร้องได้ว่าจะไปอยู่กับใคร
มีแต่คนทั้งนั้นที่เวลาอยากได้ก็ไปเสาะหาเอามา แต่พอไม่ต้องการ ก็อย่างที่เห็นๆกันอยู่
ขอโทษนะที่ต้องพูดตรงๆแบบนี้ และก็พูดอ้อมๆไม่ค่อยเป็นเสียด้วย
สุดท้ายก่อนจากขอฝากไว้เป็นข้อคิดเล่นๆ ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงสุนัขแทบทั้งนั้น
การที่สุนัขทำร้ายมนุษย์ต้นเหตุของปัญหาล้วนแล้วมาจากความบกพร่องของเจ้าของ
แต่ร้อยละร้อยยี่สิบ ทุกคนร่วมถึงสื่อกลับโยนบาปไปให้หมาทุกที ล่าสุดก็เซนต์เบอร์นาดกัดเด็กอีกแล้วครับท่าน
ผมให้สัมภาษณ์สื่อไปหลายฉบับแล้ว ออกทีวีก็หลายช่อง ผมก็ได้อาศัยสุนัขคู่ใจของผม
ที่เป็นพันธ์พิทบูล พันธ์ที่ว่าโหดๆ ที่มีคนบางกลุ่มทั้งเกลียดทั้งกลัวนี่ละสาธิตให้ดูว่า
ความจริงแล้วพิทบูลมันเป็นสุนัข ที่ทั้งน่ารักและฉลาดขนาดไหน และอย่างนี้ยังมีคนใจร้ายใจแคบไม่ยอมรับในความดีของมันบ้างเลยหรือครับ
ขอสรุปอีกครั้งนะครับว่าหมามันจะร้ายหรือดีอยู่ที่คนเลี้ยงครับอย่าไปโทษแต่หมามันเลย
จะเป็นบาปเป็นกรรมแก่ตัวท่านเองเปล่าๆ
เป็นไงครับท่านผู้อ่าน บทความตอนนี้ไม่ทราบว่าหนักแน่นและเข้มข้นเกินไปหรือเปล่า
เหมือนเดิมครับ ยินดีน้อมรับคำแนะนำติชมจากทุกท่านเช่นเคย ขอความสุขสวัสดีจงเกิดขึ้นกับท่านผู้อ่านทุกท่านและครอบครัวตลอดไป
พบกันใหม่ฉบับหน้าสวัสดีครับ
|