ความแตกต่างและประวัติและความเป็นมาของสุนัข อเมริกันพิทบูล เทอร์เรีย
บทความที่ผมจะเขียนต่อในตอนนี้ ผมขอเรียนชี้แจงว่าเขียนเพื่อให้รู้ที่มาที่ไปในเบื้องต้นเกี่ยวกับสุนัขพันธ์อเมริกันพิทบูลเท่านั้น เป็นการเล่าจากประสบการณ์และความทรงจำที่ได้เคยเจอมาจากทั้งการอ่าน และการพูดคุยกับแหล่งข้อมูลหลายๆแหล่ง คิดว่าพอจำประเด็นสำคัญๆ ได้ และเมื่อมีท่านผู้อ่านสนใจสอบถามมาก็นำมาลงให้ ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อนไม่ถึงกับสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซนต์ แต่คิดว่าคงจะไม่คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงจนน่าเกลียด แต่เนื่องจากผมเองก็ไม่ค่อยมีเวลาที่จะรื้อฟื้นเพื่อเขียนอย่างละเอียด ก็ขออณุญาติเล่าให้ฟังเท่าที่ยังพอจำได้ ก็หวังว่าบทความนี้คงจะพอมีประโยชน์สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจเลี้ยงใหม่ๆ สามารถใช้เป็นข้อมูลอ่านประกอบเพื่อให้ทราบที่มาที่ไปของสุนัขพันธ์นี้อย่างคร่าวๆ และช่วยลดความสบสนได้บ้างตามสมควร แต่ผมไม่ได้ต้องการให้เอาไปตีความเป็นการเฉพาะไปว่า แบบใหนดีกว่าแบบใหน หรือสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด ผมเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีดีมีเลวอยู่ในตัวเอง การเลี้ยงสุนัขเป็นความชอบส่วนบุคคล ที่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ ผมเคารพในสิทธิส่วนบุคคลในข้อนี้ และอยากให้ผู้นิยมเลี้ยงสุนัขทุกท่านในทุกสายพันธ์ เลี้ยงสุนัขกันอย่างมีความสุข ผมยืนยันว่าสุนัขทุกพันธ์ในโลกนี้ มีข้อดีข้อด้อยอยู่ในตัวเองทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะชอบหรือนำสิ่งใหนไปใช้และเกิดประโยชน์แก่ตัวเรามากที่สุด
ผมก็ต้องขอขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ให้เกียรติแนะนำติชมมา ยอมรับครับว่าผมไม่ใช่นักวิชาการ ก็อย่างที่เคยบอกไว้ว่าผมเป็นนักเขียนมือสมัครเล่นครับ บทความที่ผมเขียนนี้เป็นการเขียนเอาจากความทรงจำบวกกับประสบการณ์ส่วนตัวเป็นหลัก ไม่ใช่บทความเชิงวิชาการ มีบ้างที่ผมเสนอแนะโดยใช้ความคิดเห็นส่วนตัว ผมอยากให้เป็นบทความเบาๆที่อ่านเล่นๆเพื่อความบันเทิงนะครับ เรื่องบางเรื่องผมก็ได้ฟังเขาเล่ามาอีกทีหนึ่ง หรืออาจเคยอ่านผ่านๆตามาบ้างอาจเจอข้อผิดพลาดได้ ผมจึงอยากให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณ คิดตามไปด้วยนะครับ มันจะมีประโยชน์หรือไม่อันนี้ผมก็คิดว่า ท่านผู้อ่านเท่านั้นคงจะให้คำตอบได้ดีกว่าผมครับ

มีผู้อ่านถามถึงความแตกต่างของสุนัข อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย กับสุนัขพันธ์ อเมริกัน สแตฟฟอร์ดไชน์ เทอร์เรีย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ ผมถือว่าเป็นเรื่องปกติ คนแถวบ้านผมบางคนก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวใหนคือบางแก้วตัวใหนคือหลังอาน ฝรั่งเองก็คงไม่ต่างจากเรา ผมก็จะเล่าให้ฟังแค่พอรู้เท่านั้นนะครับแต่ถ้าจะให้เล่ากับแบบละเอียดยิบ คิดว่าคงต้องใช้เวลาค้นข้อมูลพอสมควร ซึ่งผมอาจจะสงต้นฉบับไม่ทันแน่ๆครับ แต่สิ่งที่ผมจะเล่านี้เชื่อว่าคงจะช่วยคลายข้อสงสัยให้บ้างพอสมควรนะครับ
สุนัขสองสายพันธ์ที่สร้างความสับสนให้กับผู้เลี้ยงมากที่สุดแน่นอนครับในจำนวนนั้นก็คือสุนัขพันธ์อเมริกันพิทบูล เทอร์เรีย กับสุนัขพันธ์ อเมริกัน สแต๊ฟฟอร์ดไชน์ เทอร์เรีย เนื่องจากมันมีรูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกันจนแทบแยกไม่ออก แต่ผมอยากให้อ่านบทความตอนนี้ให้ดีๆ ท่านคงได้ข้อสรุปและเป็นคำตอบแก่ตัวท่านเอง แต่ผมไม่ยืนยันนะครับว่า ท่านจะเชี่ยวชาญจนสามารถชี้ได้ว่าสุนัขตัวใหนเป็นพิทบูล ตัวใหนเป็นสแต๊ฟฯ ฉบับนี้ผมไม่สามารถค้นรูปมาลงให้ทัน คิดว่าอาจจะเป็นฉบับหน้าครับ การบรรยายด้วยตัวอักษรมันอธิบายลำบากผมคงให้ดูจากรูปภาพก็แล้วกันแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องยึดตามสิ่งที่ผมบอกเสมอไป สาเหตุเพราะจากการที่สุนัขสองสายพันธ์นี้ เคยมีพรรพบุรุษร่วมกันและเคยเป็นพันธ์เดียวกันมาก่อน แต่ด้วยความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันของคนสองกลุ่ม จึงได้มีการพัฒนาออกไปตามแนวทางที่ตนเองชอบ จนในที่สุดได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นคนละพันธ์กันแล้ว และก็มีการใช้ชื่อเรียกแตกต่างกันตามสมาคมที่สังกัดตามไปด้วย แต่lสำหรับผมเป็นการส่วนตัวคิดว่าผู้ที่ริเริ่มพัฒนาจนทำให้สุนัขพิทบูลได้รับความนิยมมาจนทุกวันนี้น่าจะเป็นทาง UKC มากกว่าทาง AKC เพราะ AKC มาให้การรับรองภายหลังจากที่พิทบูลได้รับความนิยมมาก่อนหน้าแล้ว และ AKC ก็ให้การรับรองในชื่อของ สแต๊ฟฟอร์ด แต่คนก็ยังนิยมกันในชื่อของพิทบูลมากกว่า

ผมขอย้อนเล่าไปถึงในอดีตสมัยโบราณ ที่ประเทศอังกฤษที่คนนิยมการนำเอาสัตว์ชนิดต่างๆมาต่อสู้กัน จะเป็นการนำมาสู้กันระหว่างสัตว์ต่างชนิดกันหรือ ระหว่างสัตว์ชนิดเดียวกันก็ได้ และสุนัขบูลด๊อกในอดีต ก็ถูกจัดรวมอยู่ในนั้นด้วย และก็มีตำราหลายเล่มสรุปว่า สุนัขเหล่านั้นคือบรรพบุรุษของสุนัขพิทบูลในปัจจุบันนี้
ผมขอข้ามมาเริ่มที่ยุคของการนำสุนัขมาสู้กับวัวกระทิงเลยนะครับ สุนัขที่ใช้สู้กับวัวกระทิงในสมัยนั้นจะถูกเรียกรวมกันในชื่อเดียวว่า บูลด๊อก เพราะเป็นการเอาชื่อของหมากับวัวมารวมกัน คิดว่ายุคแรกๆ มันคงจะเกิดจากการนำหมาหลายๆพันธ์ มาผสมพัฒนาเพื่อให้มีความสามารถเพื่อกีฬานี้โดยเฉพาะ เลยไม่รู้ว่ามันเป็นพันธ์อะไรกันแน่ คนก็เลยเรียกมันว่า Bull Dogs หรือแปลเป็นไทยในชื่อว่าหมาวัวมันซะเลย ด้วยความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มคนชั้นสูงในยุคนั้น การแข่งขันแต่ละครั้งมีคนให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม ผู้เพาะพันธ์ต่างแข่งขันกันพัฒนาให้สุนัขของตนมีความ ใหญ่โต กล้าหาญ และแข็งแรงมากพอที่จะใช้สู้กับวัวซึ่งเป็นสัตว์ที่มีขนาดของร่างกายใหญ่โตกว่า จากจุดนี้นี่เองเป็นจุดสำคัญที่ได้ช่วยหล่อหลอมคุณสมบัติความเป็นนักสู้เข้ามาไว้ในตัวของสุนัขเหล่านี้
ต่อมากีฬานี้ได้ถูกต่อต้านและได้ถูกยกเลิกให้เป็นกีฬาต้องห้ามในที่สุด บรรดาผู้เพาะพันธ์สุนัขเหล่านี้จึงนำ พวกมันมาใช้ในการต่อสู้ระหว่างสุนัขด้วยกันเอง แต่ก็ได้มีการนำไปผสมข้ามสายพันธ์กับสุนัขในตระกูลเทอร์เรีย เพื่อให้มีขนาดที่เล็กลงเพิ่มความคล่องแคล่วว่องไวและสะดวกในการพกพาไปต่อสู้กันในสถานที่ต่างๆ ขนาดถ้าผมจำไม่ผิดความสูงน่าจะอยู่ที่ 15 นิ้ว และน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 35 ปอนด์ ซึ่งผิดกับขนาดที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นอย่างมาก เพราะจากเดิมที่ทำการแข่งขันกันในสนามกีฬาใหญ่ก็กลายว่าเอามาต่อสู้กันในสถานที่เล็ก นิยมในกลุ่มชนชั้นธรรมดาหรือสามัญชนทั่วไป สถานที่ที่ใช้ในการแข่งขันก็ เช่นตามข้างถนนหรือตามร้านเหล้าทั่วๆไป คิดว่าจุดนี้เองที่ทำให้ชื่อของมันมีคำว่าเทอเรียต่อท้ายในภายหลัง แต่ชื่อที่เป็นทางการก็คือ Staffordshire Bull Terrier เท่าที่ผมจำได้ชื่อนี้ตั้งขึ้นตามชื่อเมืองที่เป็นต้นกำเหนิดและเพื่อเป็นเกียรติแก่คนงานเหมืองถ่านหินที่เป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาสุนัขพันธ์นี้

สุนัขพันธ์นี้ได้ถูกนำเข้ามาในสหรัฐอเมริกา โดยผู้บุกเบิกประเทศอเมริกาในยุคแรกๆ ที่มาจากฝั่งประเทศอังกฤษได้มีการนำสุนัขชนิดมาด้วย แต่สุนัขชนิดนี้ก็ยังนิยมใช้สำหรับต่อสู้กันเช่นเดิม อาจจะมีบ้างที่นำไปใช้ประโยชน์ทางด้านอื่นหรือใช้เป็นสุนัขสำหรับล่าสัตว์ ประกอบกับประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ และอาชีพของผู้บุกเบิกในยุคแรกๆส่วนมากจะเป็นอาชีพการทำกสิกรรม สุนัขที่นำไปด้วยนี้จึงถูกพัฒนาให้มีขนาดที่ใหญ่โตขึ้น จนถึงระดับความสูงระหว่าง 19-21 นิ้ว และน้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 60-65 ปอนด์ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายขึ้น นอกเหนือไปจากการใช้ในเกมส์การต่อสู้อย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน

การบรีดสุนัขของเซียนพิทบูลที่อเมริกาในยุคแรกๆ ค่อนข้างจะเป็นความลับ มีการปกปิดเรื่องสายเลือด และไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่า มันยังคงสืบสายเลือดร้อยเปอร์เซนต์จากบรรพบุรุษอีกหรือเปล่า ต่างคนต่างปกปิดเรื่องสายเลือดหมาของตนเองไว้เป็นการเฉพาะส่วนตัว ไม่ยอมให้ใครรู้ได้อย่างง่ายๆ เพราะวัตถุประสงค์หลักของผู้เพาะพันธ์เพื่อผลิตหมาชั้นยอดสำหรับเกมส์การแข่งขันเท่านั้น และช่วงนี้นี่เองที่ทำให้สุนัขของอเมริกาและอังกฤษเริ่มมีความแตกต่างกัน สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดก็คือเรื่องของขนาด ที่หลากหลายมากขึ้น สุนัขในยุคนั้นตัวที่ได้รับความนิยมก็คือตัวที่ ชนะการแข่งขัน มีสุนัขจำนวนไม่น้อยที่ไม่ผ่านเกณฑ์การแข่งขันอันหฤโหดนี้ ต้องถูกกำจัดออกไป สุนัขที่ได้สิทธิในการผสมพันธ์ต่อไปก็คือตัวที่ชนะการแข่งขันและมีชีวิตรอดอยู่เท่านั้น นี่ก็คือหลักเกณฑ์การคัดพันธ์ที่เหนือกว่าหลักเกณฑ์ทางธรรมชาติที่ทำให้สุนัขพิทบูล แตกต่างจากสุนัขพันธ์อื่นๆ คือมีทั้งความกล้าหาญไม่กลัวใคร ความแข็งแรงเกินตัว ความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ ความสามารถในการต่อสู้ พลังกัดที่หนักหน่วง และทนทานต่อความเจ็บปวดได้สูง เพราะสิ่งเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญให้มันสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

ด้วยคุณลักษณะพิเศษที่เหนือจากธรรมชาตินี่เอง ที่เป็นจุดดึงความสนใจให้คนทั่วไปอยากได้มาเป็นเจ้าของ เพราะนอกจากมันจะได้รับความนิยมในเกมส์แล้ว มันยังทำหน้าที่เป็นสุนัขสำหรับครอบครัวได้ดีอีกด้วย มันจึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ช่วงแรกๆยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ จึงมีการเรียกชื่อสุนัขพันธ์นี้แตกต่างกันไปอีกหลายชื่อ รวมถึงชื่อบูลด๊อกด้วย แรกๆผมก็งง ตอนที่คุยกับเพื่อนพิทบูลชาวอเมริกัน แกคุยกับผมเรื่องสุนัขพิทบูล แต่แกใช้ชื่อเรียกว่าบูลด็อก เล่นเอาผมมึนเลย เพราะไอ้บูลด็อกในความหมายของผมก็คือบูลด็อกที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ แต่ไอ้บูลด๊อกของเจ้า สตีฟ มันหมายถึงสุนัขพิทบูลจริงๆ แรกๆผมก็งง ว่าทำไม บูลด๊อกของอเมริกันมันถึงได้เก่งกาจนักวะ เพราะจากการที่เราเคยเห็นบูลด๊อกในเมืองไทยไม่เห็นเป็นอย่างที่สตีฟเล่า ในความคิดผมแค่ให้มันเอาตัวรอดจากหมาข้างถนนให้ได้ก่อนเถอะ อย่าคิดที่จะเอามันไปสู้กับใครเลย แต่ที่ใหนได้คุยกันเป็นชั่วโมงเพิ่งจะรู้ว่าพูดถึงหมาคนละตัว
จากความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นนี่ก็เลยเป็นแรงผลักดัน ให้มีกลุ่มคนคิดที่จะทำประวัติสายพันธ์ และได้นำไปขึ้นกับAmerican Kennel Club (AKC) ซึ่งสมาคมนี้ปกติแล้วจะเน้นการให้การรับรองเฉพาะสุนัขทั่วไปสำหรับการโชว์มากกว่าลักษณะทางการใช้งาน แต่ถูกตั้งข้อรังเกียจ ว่าพิทบูลเป็นสุนัขที่โหดร้ายป่าเถือน และไม่รับขึ้นทะเบียนให้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุให้กลุ่มคนที่นิยมสุนัขพันธ์นี้นำโดยนาย เบนเน็ท มีการรวมกลุ่มกันจัดตั้ง United Kennel Club (UKC) ขึ้นมาเอง วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสายพันธ์สุนัขพิทบูลเป็นการเฉพาะ และใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า อเมริกัน พิทบูล เทอเรีย มีการกำหนดมาตรฐานประจำพันธ์ กฎกติกาสำหรับการแข่งขันของตัวเอง และมีการรับรองการเป็นแชมเปี้ยนจาการแข่งขันการต่อสู้ด้วย เพราะฉนั้นสมาคมที่ทำให้สุนัขพิทบูลเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมคือ UKC ไม่ใช่ AKC อย่างที่หลายท่านเข้าใจกัน


สุนัขอเมริกันพิทบูลที่ขึ้นอยู่กับ UKC ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมุ่งเน้นในเรื่องการกัดสุนัข จนในที่สุด AKC ที่เคยตั้งข้อรังเกียจพิทบูล ในภายหลังก็หันมาให้การรับรอง และรับขึ้นทะเบียนใหม่ในชื่อ อเมริกัน สแตฟฟอร์ดไชน์ เทอเรีย แต่ได้มีการกำหนดมาตรฐานบางอย่างขึ้นมาใหม่ มีข้อกำหนดปลีกย่อยที่ช่วยสร้างความแตกต่างระหว่างสุนัขพันธ์ อเมริกัน สแต๊ฟฟอร์ด กับ อเมริกัน พิทบูล โดยมุ่งเน้นไปที่การโชว์ความสวยงามของร่างกาย มากกว่าคุณลักษณะทางด้านการใช้งานและไม่สนับสนุนให้มีการนำสุนัขไปต่อสู้กันโดยเด็ดขาด
สองสมาคมสองแนวทางต่างกำหนดมาตรฐานของตัวเองและมุ่งพัฒนาสุนัขในแบบที่ตนเองชอบ จากระยะเวลามากกว่า 50 ปี สามารถสร้างสุนัขให้มีความแตกต่างกันได้ ถ้ามองเรื่องความสามารถและแรงขับตามแบบฉบับดั้งเดิมสุนัขพิทบูลน่าจะเหนือกว่า แต่ถ้าเรื่องความสามารถในการโชว์ก็แน่นอนน้ำหนักน่าจะมาทาง สแต๊ฟฟอร์ด สิ่งนี้ก็เลยทำให้สุนัข พิทบูล และสุนัข สแต๊ฟฟอร์ดในยุคนั้น สามารถบอกถึงความแตกต่างได้ด้วยตาเปล่า และคนรุ่นหลังๆก็ เริ่มซึมซับแล้วว่าสุนัขสองพันธ์นี้เป็นคนละพันธ์กันมาจนทุกวันนี้

ต่อมากระแสการต่อต้านการนำสุนัขมาต่อสู้กันได้มีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และขยายวงกว้างออกไป ในที่สุด ในหลายๆพื้นที่กิจกรรมการกัดสุนัขกลายเป็นสิ่งต้องห้ามและผิดกฏหมาย UKC ก็เลยต้องหันกลับมาพิจารณาถึงเรื่องนี้ มีการให้ความสำคัญกับการประกวดมากขึ้น และเพิ่มกิจกรรมที่ยังคง แสดงไว้ซึ่งคุณลักษณะทางด้านการใช้งานขึ้นมาทดแทน เช่นการลากน้ำหนัก จากจุดนี้ที่ UKC ลดบทบาทของกิจกรรมการต่อสู้ของสุนัขพิทบูล ได้ก่อให้เกิดการต่อต้านจากบรรดาผู้ที่ยังนิยมการนำสุนัขมาต่อสู้กัน เพราะพวกนี้มีความเชื่อว่า สิ่งที่จะสามารถบอกถึงคุณภาพของสุนัข พิทบูล มีอยู่ทางเดียวคือการทดสอบในสังเวียนเท่านั้น เมื่อแนวทางไปด้วยกันไม่ได้ ก็เลยทำให้เกิดสมาคมใหม่ขึ้นมาในชื่อว่า American Dog Breeder Association (ADBA) ที่มุ่งเน้นพัฒนาพิทบูลในเรื่องความสามารถในการต่อสู้เป็นสำคัญ มีการประกวดด้วย แต่หลักเกณฑ์การให้คะแนนการประกวด ตรงกันข้ามกับของทาง AKC อย่างสิ้นเชิง สุนัขที่เข้าประกวดจะให้คะแนนตามลักษณะโครงสร้างที่เอื้อแก่การใช้งานจริงๆ เช่น ADBA มีความเชื่อว่าพลังการขับดันของสุนัขพิทบูลมาจากส่วนท้ายมากกว่าส่วนหัว จึงมีหลักเกณฑ์การให้คะแนนทางส่วนท้ายมากกว่า และADBA มีเหตุผลที่สนับสนุนเรื่องคุณภาพของพิทบูลทำได้โดยการทดสอบเท่านั้น และเชื่อว่าพิทบูลที่ดีควรประกอบไปด้วยสิ่งสำคัญห้าอย่างดังต่อไปนี้ ความกล้า ความมุ่งมั่น ความแข็งแกร่ง ความสามารถเฉพาะตัว และพลังในการทำลาย และการประกวดเป็นการคัดเลือกแค่จุดเดียวที่มีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบทั้งห้าอย่าง ที่พอจะอาศัยจากการดูโครงสร้างภายนอกคือในเรื่องของความแข็งแกร่งเท่านั้น เพราะสุนัขที่โครงสร้างดีก็ย่อมได้เปรียบในเรื่องของพละกำลัง เมื่อพละกำลังและรูปร่างที่ได้เปรียบความแข็งแกร่งจึงตามมา คงคล้ายๆกับพวกนักกีฬาที่ใครมีรูปร่างที่ดีก็ย่อมได้เปรียบ แต่อีกสี่อย่างล้วนเป็นสิ่งที่มาจากภายในตัวสุนัข การพิสูจน์จึงเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียวที่จะยืนยันคุณสมบัติทั้งสี่ข้อที่เหลือได้

ปัจจุบันนี้ในประเทศอเมริกา มีคนบางกลุ่มนิยมการทำ Dual Register หรือการขึ้นทะเบียนกับทั้งสองสมาคม คือเป็นได้ทั้ง พิทบูล UKC และ สแต๊ฟฯ AKC มีบางท่านถามมาผมก็ไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง แต่คิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลทางด้านการค้ามากกว่ามากกว่าเหตุผลทางด้านการพัฒนา เพราะสองสมาคมนี้มีมาตรฐานบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน ผมก็ไม่เข้าใจว่าเอามารวมกันอีกทำไม โดยเฉพาะพวกที่ชอบอ้างการพัฒนาบังหน้าแต่ฉากหลังแล้วบรีดลูกหมาขาย อย่าคิดว่าสิ่งที่ฝรั่งทำจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไปนะครับ ยุคสมัยและความนิยมมันก็เปลี่ยนเรื่อยตามเวลา อะไรที่ได้รับความนิยมก็คงอยู่ได้ การพัฒนามันมองได้หลายแบบ แต่ก็ไม่ควรจะละเลยเรื่องการอนุรักษ์ เพราะลักษณะบางอย่างกว่าจะได้มาต้องใช้เวลาเป็นร้อยปีพัฒนากันขึ้นมา แต่ก็มีไม่น้อยที่อ้างว่าที่ไปขึ้นกับ AKC เพราะไม่ต้องการสนับสนุนให้มีการกัดสุนัข ประกอบกับช่วงหลังๆกระแสต่อต้านพิทบูลในบางเมืองมาแรงด้วย เหตุผลก็เลยพอกล้อมแกล้มกันไปได้ ซึ่งผมก็อยากบอกว่าเดี๋ยวนี้ UKC ก็ไม่สนับสนุนการกัดสุนัขแล้ว เหตุผลดังกล่าวจึงไม่น่าจะฟังขึ้น อีกปัจจัยหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญ บรรดาคอกสุนัขรุ่นใหม่ๆ ที่อิงกระแสเริ่มหันมาบรีดสุนัขพิทบูลที่มีโครงสร้างไปทางสแต๊ฟฯมากขึ้น รวมถึงผู้เขียนหนังสือและแต่งตำราในรุ่นใหม่ต่างก็หลีกเลี่ยงการพูดถึงความแตกต่างของสุนัขสองพันธ์นี้อีกด้วย นี่ก็คือที่มาของความสบสนของคนที่เพิ่งมาเล่นในยุคหลังๆ งัยละครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับท่านผู้อ่าน คิดว่าคงมีข้อสรุปในใจ ถึงความแตกต่าง และความเป็นมาของสุนัข พิทบูลและสแตฟฟอร์ดแล้วใช่ใหมครับ หวังว่าท่านที่กำลังขัดแย้งกันในเรื่องนี้คงจะยุติกันได้แล้วนะครับ ผมคงไม่ขอตัดสินว่ามันเป็นพันธ์เดียวกัน หรือเปล่า ผมว่าเหตผลของแต่ละกลุ่มที่พัฒนากันขึ้นมาก็มีทั้งข้อดีข้อเสียปะปนกันไป ของแบบนี้มันอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ แต่สิ่งที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์จากการที่แต่ละกลุ่มมุ่งพัฒนาก็คือความหลากหลายทางพันธุกรรม การมุ่งพัฒนาไปทางใดทางหนึ่ง ผลเสียที่จะเกิดตามมาก็คือ เราอาจจะทำลายลักษณะที่ดีบางอย่างโดยรู้เท่าไม่ถึงการก็ได้ บทความที่ผมเขียนมานี้ ไม่ได้ต้องการสนับสนุนหรือต่อต้านใคร ไม่ได้หวังว่าทุกคนต้องมุ่งพัฒนาสุนัขให้คุณภาพทัดเทียมกับต่างประเทศ ผมเชื่อว่าทุกคนมีแนวทางของตนเอง แต่ผมหวังเพียงแค่ว่า ให้คนที่เลี้ยงสุนัขอยุ่ในปัจจุบันนี้เลี้ยงสุนัขกันอย่างมีความสุขและรับผิดชอบก็พอแล้ว ผมไม่เห็นด้วยกับบางท่านที่ชอบให้ร้ายคนอื่นเพียงเพราะว่าเขามีความชอบไม่เหมือนตน ผมว่าโลกของเราที่วุ่นวายอยู่ในทุกวันนี้ ก็เพราะการที่คนเราไม่รู้จักการเคารพสิทธิของคนอื่น ผมไม่เคยหวังว่าโลกนี้จะมีแต่คนดีๆเท่านั้นโลกมันจึงจะสงบ มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ผมจึงหวังแค่ให้คนทุกคน รู้จักรักษาสิทธิของตัวเองและการหัดเคารพในสิทธิของคนอื่น แค่นี้ก็พอแล้ว เป็นเรื่องง่ายๆที่เริ่มได้จากตัวของเราเอง หากสิ่งนี้ยังทำไม่ได้ก็อย่าหวังมากกว่านี้เลยครับ

ผมในฐานะผู้เขียนบทความนี้ มีความประสงค์แค่เต้องการที่จะเห็นผู้เลี้ยงสุนัขในเมืองไทยเลี้ยงสุนัขกันอย่างมีความรับผิดชอบ อย่าสร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้าน ผมหวังเพียงแค่นี้จริงๆครับ เพราะสิ่งนี้เราสามารถเริ่มได้ที่ตัวของเราเอง ไม่ต้องรอให้ออกมาเป็นกฎหมายบังคับ เพราะคนออกกฎหมายบางครั้งก็ไม่เข้าใจธรรมชาติของสุนัขดีพอ ข้อบังคับบางอย่างเราไม่เห็นด้วยแต่ก็พูดอะไรมากไม่ได้ เมื่อมันฝืนความรู้สึกคนก็ไม่อยากปฏิบัติตามด้วย ถ้าเรื่องง่ายๆแค่นี้หากทุกคนร่วมใจกัน สังคมคนเลี้ยงสุนัขก็จะอยู่กันอย่างสงบสุข ไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับใดๆ เมื่อไม่มีความขัดแย้งมิตรภาพระหว่างกันก็จะคงอยู่ตลอดไป หวังว่าท่านผู้อ่านผู้มีเกียรติทุกท่านคงจะได้ประโยชน์บ้างจากบทความอันนี้ หากท่านใดมีข้อแนะนำติชม ผู้เขียนขอน้อมรับด้วยความยินดี ทั้งทางจดหมาย ที่ 42/302 ม.คาซาลีน่า ถ.นิมิตใหม่ ต.ทรายกองดิน เขตคลองสามวา กทม 10510 หรือทาง e -mail ที่ mark@pitbullzone.com หรือทางโทรศัพท์ ที่ 01 648 3698 แต่ขอเป็นหลังเลิกงาน หรือวันเสาร์อาทิตย์ นะครับ สุดท้ายนี้ ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านประสบกับสิ่งดีๆในชีวิต เนื่องในวาระดิถีวันขึ้นปีใหม่ของไทยเรา พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ