|
สืบเนื่องถึงบทความในฉบับที่แล้ว ผมอาจจะรีบร้อนเขียนไปหน่อยเพราะต้องการส่งต้นฉบับให้ตรงตามกำหนด
และต้องการให้หนังสือออกตรงเวลา จึงไม่ได้ตรวจทานข้อเขียนให้ดีเสียก่อน
การใช้คำบางคำอาจไม่เหมาะสม และรู้สึกดีใจที่ท่านผู้อ่านหลายท่านให้เกียรติโทรมาแสดงความคิดเห็น
ขอบคุณมากครับ มาฉบับนี้ก็ขออนุญาติใช้เนื้อที่ส่วนนี้ชี้แจงให้ทราบถึงความตั้งใจที่ได้เขียนออกไป
แต่เป็นการชี้แจงโดยรวมๆไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่ใครคนใดคนหนึ่งนะครับ
ท่านที่ติดตามข้อเขียนผมจากทางเว็บไซต์มาบ้างแล้ว อาจจะรู้สึกรำคาญ
ผมก็รู้สึกรำคาญตัวเองเหมือนกัน รู้สึกเหมือนกับว่าถูกจ้องจับผิดอยู่ตลอดเวลา
กรุณาอย่าคิดว่าผมจะใช้บทความนี้ครอบงำความคิดของคนอื่นเลยครับ เพราะผมก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าเป็นแนวทางแบบคร่าวๆ
และควรหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งอื่นด้วย การอ่านบทความของผมแค่ตอนสองตอนแล้วจะทำให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญคงเป็นไปไม่ได้ครับ
แต่ผมทำใจไว้แล้วว่าการจะเป็นนักเขียนที่ได้รับการยอมรับนี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยจริงๆ
ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถผมจะทำได้ หากมีข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยที่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญก็ไม่อยากให้นำมาใส่ใจจนมองข้ามความปราถนาดีที่ผมพยายามนำเสนอออกไป
โปรดพึงระลึกไว้สักนิดหนึ่งว่า ผมเองก็คนธรรมดาสามัญทั่วไป ฉะนั้นย่อมมีโอกาสทำผิดพลาดได้บ้างเป็นธรรมดา
มีคนสอบถามว่าผมจะเลิกเลี้ยงพิทบูลแล้วใช่ไหม ขอยืนยันไว้ตรงนี้อีกครั้งหนึ่งว่าเรื่องที่จะให้ผมเลิกเลี้ยงคงไม่มีทาง
ช่วงนี้ผมเพียงแค่ต้องการระบายสุนัขออกไปบางส่วน เนื่องจากสองตัวที่ผมมีอยู่ไม่ลงรอยกันอย่างรุนแรง
เจอกันไม่ได้จะกัดกันท่าเดียว ทำให้ต้องสลับกันปล่อย และเวลาปล่อยตัวหนึ่งออกมา
อีกตัวต้องอยู่ในกรงสองชั้น ไม่เช่นนั้นก็จะกัดกันโดยที่มีกรงกันอยู่ตรงกลาง
ผมเองก็ไม่มีเวลาอยู่บ้านมากนัก ทำให้ต้องขังไว้ทั้งสองตัว ผลัดกันปล่อยตอนที่ผมอยู่
ทำให้ไม่มีโอกาสได้วิ่งเล่นกันอย่างเต็มที่ และผมเป็นคนไม่ชอบเลี้ยงสุนัขโดยการขัง
นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องระบายออกไปตัวหนึ่ง และผมเกรงว่าเวลาที่ผมเดินทางไปต่างจังหวัด
หากสุนัขหลุดออกมากัดกันแล้วแยกไม่เป็น อาจเกิดอันตรายได้ทั้งคนทั้งหมา
สิ่งนี้ทำให้ผมเป็นกังวลใจเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่มีโทรศัพท์จากทางบ้านมาหาขณะที่ผมอยู่ต่างจังหวัด
ผมจะรู้สึกใจคอไม่ค่อยดีแทบทุกครั้ง กลัวว่าจะโทรมาบอกว่าหมาหลุดออกมากัดกัน
ใครที่อยู่ในสภาพแบบผมก็คงจะรู้ดีว่ามันทรมานจิตใจขนาดไหน ผมจึงจำเป็นต้องตัดใจ
ถ้าเป็นไปได้อยากเลี้ยงแค่ตัวเดียวจะดีที่สุด นี่ก็คือเหตุผลที่แท้จริง
แต่ก็ยังไม่วายมีคนสงสัยว่า สุนัขตัวที่ผมต้องการระบายออกเป็นสุนัขที่มีปัญหาอีก
ผมจึงต้องขออธิบายอีกครั้งที่ตรงนี้ ใครจะมองว่าผมโฆษณาก็ไม่เป็นไร
ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้พูดถึงหมาตัวเองบ้าง เพราะที่ผ่านมามีคนสงสัยว่าทำไม่ผมไม่ค่อยพูดถึงรายละเอียดส่วนตัวของสุนัขที่ผมเลี้ยงไว้เลย
สุนัขผมไม่มีข้อดีเลยหรือ ข้อชี้แจงว่าจากที่ผ่านมาสาเหตุที่ผมไม่อยากพูดถึงรายละเอียดในบทความนี้เพราะกลัวจะโดนข้อหาโฆษณาแฝง
เนื่องจากเนื้อที่ส่วนนี้เป็นส่วนของบทความประจำทั่วไปเกี่ยวกับพิทบูล
ที่พี่เล็กให้เกียรติผมเป็นคนดูแล หาบทความมันๆมาเสนอต่อผู้อ่าน
ผมจึงเน้นการเขียนในเรื่องทั่วไปที่มีต่อวงการสุนัขพิทบูลเป็นสำคัญ
และส่วนโฆษณาผมก็ซื้อเนื้อที่เฉพาะไว้แล้ว เนื้อที่ตรงนั้นใครก็รู้ว่าสำหรับการโฆษณา
ฉะนั้นจะลงข้อความอะไรก็ไม่น่าเกลียด แต่ก็ยอมรับว่าการที่ผมก็เลี้ยงสุนัขพิทบูลอยู่ด้วยเหมือนกัน
จึงมีบ้างที่ยกเอาประสบการณ์ระหว่างกับหมาผมในบางมุมมาเล่าให้ฟัง
และเป็นวิธีเลี่ยงความขัดแย้งที่ดีที่สุดไม่สร้างผลบวกหรือผลลบต่อคนอื่นด้วย
ผมยอมรับว่าสุนัขที่ผมมีอยู่ถึงจะไม่ได้ดีที่สุด แต่ผมก็คิดว่ามันคงจะไม่แย่หรือด้อยกว่าใครจนรับไม่ได้
ผมเชื่อว่าไม่มีสุนัขตัวใดในโลกนี้สมบูรณ์แบบทุกประการอย่างแน่นอนครับ
วันนี้ขออนุญาติผิดจรรยาบรรณ์ของนักเขียนใช้เนื้อที่ตรงนี้บรรยายสรรพคุณหมาของผมเองเสียหน่อย
คงไม่ถึงกับเรียกว่าใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบนะครับส่วนใครจะเชื่อหรือไม่ผมคงบังคับไม่ได้
ก็อยู่ที่วิจารณยานส่วนตัวของแต่ละคนก็แล้วกัน คนที่ข้องใจจะได้หายสงสัย
หรือหากยังไม่หายสงสัยอีกผมก็จนปัญญา สำหรับสุนัขที่ผมเลี้ยงไว้มีข้อแตกต่างกันดังนี้
ขอพูดถึงแค่เจ้าแค็ชกับเจ้าไทเกอร์สองตัวนี้ก็พอ เจ้าไทเกอร์เป็นสุนัขสายเก่าหรือที่เรียกกันว่า
Old Family สุนัขสายนี้มีทั้งจมูกดำและจมูกแดง แต่เจ้าไทเกอร์เป็น
Old family red red nose คือสุนัขสายเก่าสีแดงจมูกแดง สุนัขสายนี้จะนิยมเลี้ยงกันเฉพาะอยู่ในกลุ่มอาจจะไม่แพร่หลายเหมือนกับสุนัขสายใหม่หรือสายประกวด(Modern
Pitbull) อย่างที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ และที่สำคัญผมพูดได้อย่างไม่อายเลยเจ้าไทเกอร์ผิดมาตรฐานการประกวดตั้งแต่หัวจรดหาง
แต่ผมก็ภูมิใจในตัวมันมากที่สุดกว่าสุนัขทุกตัวที่ผมเคยมี ทั้งเรื่องหน้าตาที่ไม่เหมือนใคร
ความฉลาด แรงขับ และสายเลือดของมัน สุนัขสายนี้แรกเริ่มในอดีตจัดอยู่ในกลุ่มสายกัดมาก่อน
ข้อเด่นก็คือเรื่องความเกมส์และแรงขับ แต่ปัจจุบันนี้มีบางสายถูกพัฒนาเรื่องโครงสร้างเพื่อเลี้ยงในกลุ่มที่นิยมความใหญ่เพียงอย่างเดียวไม่เน้นการเอาไปกัดอีกต่อไป
และไม่ได้เอาไปประกวดด้วย มาถึงตรงนี้ก็เลยไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าเป็นสายอะไรดี
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสุนัข Old family จะต้องเป็นแบบนี้เสมอไป
บางสายก็ยังเด่นในเรื่องความสามารถในการต่อสู้อยู่เหมือนเดิม สุนัขสายนี้ตัวที่ดังที่สุดตัวหนึ่งในอดีตก็คือ
Camelot the Duke เจ้านี่สูงประมาณ 21 นิ้ว แต่หนักถึง 110 ปอนด์
ได้สร้างตำนานไว้ให้คนกล่าวขานมาจนทุกวันนี้ แต่น่าเสียดายเสียชีวิตไปแล้ว
และพี่น้องพ่อแม่เดียวกันที่ยังเหลืออยู่ก็คือเจ้าแทงค์ พ่อของไทเกอร์
ที่หนัก 92 ปอนด์ แต่ปัจจุบันอายุก็ 10 ปีกว่าเข้าไปแล้ว และสายเลือดนี้ที่ยังมีขายอยู่ที่อเมริกา
ส่วนมากจะเป็นรุ่นหลานหรือเหลนแล้ว ราคาก็ไม่เบาเลยตัวหัวๆก็ประมาณ
$1,200 เหรียญ แต่ผมโชคดีหน่อยที่ได้ลูกของเจ้าแท้งค์มาตัวหนึ่งก็คือ
เจ้าไทเกอร์นี่เอง และนอกจากนี้ Duke ก็ยังมีศักดิ์เป็นลุงทางพ่อและเป็นทวดทางแม่ของไทเกอร์อีกด้วย
ถือว่าความเข้มข้นทางสายเลือดยังสูงอยู่ นี่ก็คือส่วนหนึ่งของความภูมิใจของผม
คนที่มีลูกของไทเกอร์อยู่ก็อยากให้รักษาเอาไว้บ้าง เพราะราคาที่ซื้อหากันมาก็เป็นราคาไทยๆ
เท่านั้นเอง และขอบอกตอนนี้ผมก็ไม่ยอมปล่อยให้ใครง่ายๆอีกแล้วด้วย
ที่ผ่านมาผมรู้สึกเสียดายที่มีหลายตัวตกไปอยู่กับคนที่ไม่เห็นคุณค่า
ผมเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะมีคนเอาสุนัขสายนี้เข้ามาอีก ผมอยากให้ภูมิใจในเรื่องของสายเลือด
และคุณสมบัติส่วนตัวที่สุนัขสายอื่นไม่มีของมัน เหมือนกับที่หลายคนภูมิใจที่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของสายเลือดตำนานนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต
เช่น Bullyson, Jeep, Chinaman, Honey Brunch, May Day และอีกหลายๆตัว
ไม่ใช่หายใจเข้าหายใจออกก็จะประกวดกันท่าเดียว เหมือนกับที่บางคนเคยใช้เป็นข้ออ้าง
กล่าวหาว่าผมเลี้ยงหมาผิดมาตรฐานมาจนทุกวันนี้
ส่วนเจ้าแค็ช ตัวนี้เป็นพิทบูลสายประกวด ที่ขึ้นอยู่กับ UKC ถ้าจะเน้นหมาสวยสำหรับประกวดน่าจะพูดถึงตัวนี้
ไม่ใช่เจ้าไทเกอร์ แต่น่าเสียดายในเมืองไทย เราไม่มีสมาคมไหนให้การรับรองพิทบูลอย่างเป็นทางการ
จะได้เอาไปพิสูจน์ให้ดู แพ้ชนะไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ต้องการให้ตัดสินตามกติกาให้มากที่สุดก็พอ
คนที่ได้ดูได้เห็นจะได้มีบรรทัดฐานในการเล่นต่อไป ไม่ใช่หมาอะไรก็ให้ถ้วย
ถ้าการประกวดเป็นแบบนี้อีกร้อยปีก็ยังไม่ไปไหน ผมเขียนแบบนี้เตรียมรับโทรศัพท์หูแฉะแน่ๆ
ผมอยากย้ำว่า Cash เป็นพิทบูลในแบบ Original Pitbull ของ UKC และ
ADBA Styles ไม่ใช่ทางอเมริกันสแต๊ฟฟอร์ด ของ AKC Styles และผมก็ไม่เคยบอกว่ามันเป็นพิทบูลที่ดีที่สุดสมบูรณ์แบบที่สุด
แต่ข้อดีของมันมีอยู่บ้างขึ้นอยู่ว่าเราจะเลือกเอาส่วนไหนไปเล่น
เกียรติประวัติส่วนตัวก็พอมีให้โดยไม่อายใคร และเนื่องจากมันเป็นหมาสายโชว์ตำแหน่งที่ติดตัวก่อนการนำเข้าจึงเป็นสิ่งจำเป็น
มันเคยชนะการประกวดในงานของ UKC ที่อเมริกาได้เป็นแชมเปี้ยนตอนอายุประมาณ
11 เดือนและเคยได้ตำแหน่ง Champion of Champion มาแล้วหนึ่งครั้ง
จากสุนัขที่เข้าประกวดทั้งหมด 12 ตัว แค่นี้ก็คงพอการันตีตัวมันเองได้ตามสมควรนะครับ
หวังว่าคงไม่มีใครเอาเรื่องศักดิ์ศรีของสถาบันมาเถียงกับผมอีกนะครับ
เพราะชื่ออย่างเป็นทางการมันคนละพันธ์กัน มาตรฐานก็แตกต่างกัน UKC
กับADBA เขาใช้ชื่อว่า American Pitbull Terrier ส่วน AKC เขาใช้ชื่อว่า
American Staffordshire Terrier ท่านที่เพิ่งเล่นใหม่อย่าเพิ่งงงนะครับ
แตกต่างกันอย่างไรคงต้องกลับไปอ่านฉบับเก่าๆ ผมเคยอธิบายไปแล้ว หากหาอ่านไม่ได้คงต้องไปค้นอ่านจากในเว็บนะครับ
ที่ www.pitbullzone.com ก็ได้ครับ
ผมมีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง คนที่มุ่งหาเรื่องนี่ไม่ว่าเราจะทำอะไรเขาก็หาจุดโจมตีจนได้ครับ
เช่นหากผมนำลูกสุนัขสายประกวดเข้ามา และตำแหน่งอะไรก็ยังไม่มี ยิ่งอยู่ในเมืองไทยคงไม่สามารถเอาไปประกวดที่ไหนได้
แม้ว่าสายเลือดจะสุดยอดแค่ไหนก็ตาม หากผมนำมาทำพ่อพันธ์ก็จะกลายเป็นข้อครหาของคนที่จ้องหาเรื่องอีก
หาว่าคุณสมบัติยังไม่ถึงเป็นพ่อพันธ์ได้อย่างไร แต่พอเอาตัวที่เป็นแชมป์แล้วเข้ามาเลย
อย่างเจ้าแค็ชนี่ก็หาว่าเป็นของปลอมบ้างคุณภาพยังไม่ถึงบ้าง แล้วแต่จะสรรหามาพูด
แต่ไม่เคยดูตัวเองเลย ปวดกะบาลจริงๆ ผมก็พยายามหาตัวที่มีเกียรติประวัติทางสายเลือดที่ดูน่าจะพอใช้ได้
มีเพดดีกรียืนยันด้วย เพราะพี่น้องร่วมครอกก็เป็นทั้งแชมเปี้ยนและแกรนด์แชมเปี้ยนกันหลายตัว
นอกจากนี้แม่ของแค็ชก็ยังเคยให้ลูกเป็นแกรนด์แชมป์ที่เกิดจากพ่อพันธ์ต่างกันถึง
3 ตัวอีกด้วย สรุปแล้วในบรรดาญาติพี่น้องมีแชมป์และแกรนด์แชมป์ไม่รู้กี่ตัว
และแค็ชหากผมจำไม่ผิดยังสืบสายเลือด มาจาก GR. CH. Coolhand Luke
และ GR. CH. California Lexas สุนัขที่เป็นพ่อพันธ์ติดอันดับ Top20
อันดับ 6 และอันดับ 20 ของ UKC อีกด้วย หากว่าสายเลือดขนาดนี้ยังใช้ไม่ได้อีก
ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ผมขอความกรุณาอย่ามาพูดในทำนองที่ว่าผมเอาหมาห่วยมาหลอกขายเลยครับ
มันเสียความรู้สึกมาก ถ้าผมรวยกว่านี้อีกหน่อยไม่แน่อาจจะเอาที่ดีกว่านี้มาอีก
แต่ตอนนี้ยังจนอยู่ ลูกเมียต้องกินต้องใช้ครับ หรือถ้าหากว่ามีดีกว่าก็เอาออกมาโชว์บ้าง
ไม่ใช่คอยจับผิดผมอย่างเดียว ผมก็อยากเห็นหมาที่ว่าสุดยอดจริงๆ มันเป็นอย่างไร
ผมต้องการขายเพราะความจำเป็น ถ้าคิดจะหลอกขายผมขายไปนานแล้ว ไม่ต้องรอนานขนาดนี้หรอกครับ
ขายตอนเข้ามาใหม่ๆได้ราคาดีด้วย ผมอยากบอกแค่ว่าผมมีศักดิ์ศรีพอและไม่เคยคิดจะหลอกขายหมาให้ใคร
อีกอย่างมีคนตำหนิผมว่าแอนตี้การประกวด ผมก็ขออธิบายเหตุผลดังนี้
ผมไม่ได้แอนตี้การประกวด แต่ไม่รู้จะเอาไปประกวดสนามไหน อีกอย่างไม่รู้ว่าองค์กรไหนสามารถให้ความเชื่อมั่นได้บ้าง
ผมจึงต้องสร้างความชัดเจนของหมาสองสไตล์นี้ก่อน ไม่อยากให้เหมือนสมัยก่อนตอนที่
Boxerกำลังได้รับความนิยม ตอนนั้นผมก็บ้าตามเขาไปด้วย ยอมรับว่าตอนนั้นเป็นเด็กยังโง่อยู่ผู้ใหญ่ว่าอะไรดีก็ตามเขาโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
พวกเซียนสนามประกวดนี่ละตัวดี จอมมั่วเลยไม่มีหลักการ ในสนามประกวดเขาเอาBoxer
สายอเมริกาประกวดรวมกับสายเยอรมัน แต่ส่วนมากสุนัขในสไตล์อเมริกาจะชนะ
ผมก็ยังไม่เข้าใจมาจนทุกวันนี้ ว่าเขาใช้มาตรฐานอะไรในการตัดสิน
Boxer มีต้นกำเหนิดจากประเทศเยอรมัน อเมริกายังต้องนำเข้าจากเยอรมันเลย
แต่ประกวดกี่ทีก็แพ้หมาจากอเมริกา สมาชิกเลยไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรแน่
สุดท้ายเป็นอย่างไรครับ Boxer ไม่ได้รับความนิยมในเมืองไทยมาจนบัดนี้
พิทบูลก็เหมือนกันตอนนี้มันชักจะแยกไม่ออกเข้าไปทุกทีแล้ว มีคนอยากเล่นพิทบูลแต่เอาไปลงสนามประกวดร่วมกับ
สแตฟฟอร์ด ที่เราท้วงในเรื่องนี้เพราะอยากสร้างความชัดเจน ไม่ได้ต้องการตีรวน
คนเล่นใหม่ๆจะได้ไม่หลงทางและไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แต่ก็มีคนไม่พอใจ
เซ็งอารมณ์จริงๆ ถ้าคิดจะประกวดแค่เอาถ้วยก็ตามสบายไม่ว่ากัน
ขออนุญาติเอาบทความที่เคยเขียนลงในเว็บมาแล้ว มาลงให้อ่านอีกครั้งหนึ่ง
เป็นการอ้างถึงบทความที่ผมได้อ่านมาจากนิตยสาร Garzette Magazine
นิตยสารเกี่ยวกับ พิทบูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดฉบับหนึ่งของอเมริกา
ปีหนึ่งจะออกแค่ 4 ฉบับ แต่ส่วนมากจะเน้นไปที่สุนัขสายใช้งานแบบดั้งเดิมมากว่า
ผมก็ได้อ่านมั่งไม่อ่านมั่ง เพราะไม่ได้เป็นสมาชิกประจำ อาศัยว่ามีเพื่อนอยู่ทางโน้นคอยส่งมาให้
ฉบับที่ผมอ่านเป็นบทบรรณาธิการ ซึ่งอ่านแล้วโดนใจผมมาก เป็นบทบรรณาธิการที่เขียนถึงความรู้สึกได้ดีทีเดียว
ตรงกับที่ Mr. Richart Stratton เกจิวงการพิทบูลเคยเขียนไว้ เขาพูดว่า
กาลเวลาเปลี่ยนทุกอย่าง รวมถึงพิทบูลคนที่เคยคลุกคลีกับสุนัขพันธ์นี้ในยุดแรกๆ
เริ่มน้อยลงไปทุกวัน ประสบการณ์และความรู้ต่างๆเกี่ยวกับสุนัขพันธ์นี้ก็สูญหายตามไปด้วย
บุคคลพวกนี้ไม่มีโอกาสได้บันทึกเรื่องราวที่เขาได้ประสบเอาไว้เลย
มันจึงตายไปพร้อมกับตัวเขา เขากล่าวอีกว่า พิทบูลกว่าจะมีวันนี้ได้
ต้องผ่านความยากลำบากแสนเข็ญอย่างสาหัสมาเป็นร้อยๆปี กิตติศัพท์ความยอดเยี่ยมในตัวของมันดึงดูดให้คนเสาะหา
หาใช่ที่หน้าตาของมันเลย แต่ด้วยเงื่อนไขทางสังคม บ้านเมือง กฎหมายและสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
สุนัขพิทบูลในปัจจุบันกำลังจะถูกสิ่งเหล่านี้รุกคืบเข้ามาทำลายไปทีละน้อยๆ
และเมื่อถึงวันนั้นจริง เราก็คงได้แต่เสียดายแต่ไม่สามารถจะเรียกร้องมันกลับมาได้อีกตลอดไป
ผมอ่านบทความนี้แล้วเห็นด้วยเป็นอย่างมาก เพราะผมเองก็เจอมากลับตัวเอง
ผมมีเพื่อนพิทบูลชาวอเมริกันอยู่ท่านหนึ่ง ชื่อแจ๊ค อายุก็ไม่มากเท่าไร
แก่กว่าผมประมาณ 30 ปีเอง เป็นคนที่รู้เรื่องพิทบูลระดับเซียนคนหนึ่งเลยทีเดียว
ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว เรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆของแจ๊คก็เลยตายไปพร้อมกับตัวเขาด้วย
เราคุยกันเรื่องหมาถูกคอกันมาก แจ๊คเคยคลุกคลีอยู่ในวงการพิทบูลมาตลอดเวลาหลายสิบปี
เพราะพื้นเพเดิมอยู่ในแถบที่เกมส์กีฬาของพิทบูลได้รับความนิยมมากแต่ผมจำชื่อเมืองที่แน่นอนไม่ได้
จำได้คับคล้ายคับคราว่าอยู่ช่วงรัฐกลางๆของอเมริกา ต่อมาอพยพหนีหนาวมาอยู่ทางฝั่งฟลอริดา
และก็โชคยังดีเพราะ ฟลอริดาในยุคนั้น เป็นแหล่งรวมของคนมากมายมาจากหลายเชื้อชาติ
ทั้งที่เป็นคนท้องถิ่น และผู้อพยพมาจาก อเมริกาใต้ หรือพวกเม็กซิกันพวกนี้ก็มีความนิยมพิทบูลไม่แพ้กัน
มีนักเลงกัดหมาทางฝั่งตะวันตก และทางตอนเหนือนิยมหนีหนาวเอาหมามาต่อสู้กันที่ทางฝั่งฟลอริดาด้วย
แจ๊คเลยมีโอกาสสานต่อในสิ่งที่เขาชอบ แจ็คชอบเล่าเรื่องประสบการณ์และเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับพิทบูลให้ผมฟัง
หลายเรื่องน่าสนใจทีเดียวไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน สิ่งที่แจ๊คเล่าเป็นประสบการณ์ล้วนๆ
ผมเองบอกได้เลยว่าทุกวันนี้ พยายามค้นหาหนังสือเรื่องราวของพิทบูล
เกี่ยวกับสิ่งที่แจ๊คเคยเล่าให้ฟัง ปรากฏว่าหาเท่าไรก็หาไม่เจอ ถ้าเจอก็ไม่ละเอียดพอ
อาจจะมีกล่าวถึงบ้างแค่ผ่านๆ และหนังสือที่เขียนในยุคใหม่ๆ จะเขียนโดยคนที่เล่นพิทบูลในยุคหลังๆ
ผมอ่านแล้วมีหลายอย่างที่เขียนได้ไม่ตรงกับที่ผมเคยได้ยินมา และมีหลายเล่มอ่านแล้วสร้างความสับสนได้ไม่น้อย
ผมจึงไม่แปลกใจเลยกับ นักเล่นพิทบูลยุคใหม่หลายๆคน ที่ยึดเอาตำรายุคใหม่เหล่านี้เป็นบรรทัดฐาน
หรือพวกเซียนท่องเน็ตอย่างเดียว จะยึดติดอยู่กับมาตรฐานบางอย่างจนมองข้ามสิ่งที่เป็นแก่นแท้ของพิทบูล
ผมเคยรู้สึกสมเพชที่มีคนหาว่าผมเลี้ยงพิทบูลไม่ตรงตามมาตรฐาน แต่ตัวเองกลับส่งพิทบูล
ลงสนามประกวดในชื่อสแตฟฟอร์ด รู้สึกว่าจะได้ถ้วยมาด้วย ตอนนี้ผมก็ยังมึนๆอยู่เลย
หมาบางตัวจมูกแดง บางตัวฟันขาดมีแต่ฟันกรามแล้วเขี้ยวเลย เวลาวิ่งหมาก็อ้าปากแต่กรรมการตาถั่วดันมองไม่เห็น
ไม่รู้ชนะประกวดมาได้อย่างไร แล้วอย่างนี้คนที่เข้ามาเล่นใหม่ๆจะไม่งงได้อย่างไร
ไม่รู้พูดแรงไปหรือเปล่าครับ
ผมก็ชอบท่องเน็ต สมัยก่อนตอนที่ผมอยู่ต่างประเทศ ก็อาศัยอินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลในการเรียนรู้เหมือนกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่อินเตอร์เน็ตขาดไปก็คือ ข้อมูลจากคนที่เคยคลุกคลีในช่วงแรกๆ
และเว็บไซต์ส่วนมากจะเป็นเว็บของคอกสุนัขมากกว่า 80% ไม่ค่อยจะมีเว็บที่ให้ความรู้โดยเฉพาะ
ขนาดเว็บของสมาคมเองก็ยังไม่ค่อยมีข้อมูลให้เลยครับ คนที่อยากรู้ลึกมากขึ้นต้องเสียเงินเพิ่มแทบทั้งนั้น
หรือว่าไปหาอ่านเอาจากแหล่งอื่นๆ เช่นตามห้องสมุดเพิ่มเติม นี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญให้คนที่เรียนรู้แค่จากแหล่งเหล่านี้อย่างเดียว
ไม่มีทางจะเข้าใจถึงคุณลักษณะพิเศษที่มีอยู่ในตัวในสายเลือดและในจิตวิญญานของพิทบูล
และสิ่งที่พวกเขากำลังกระทำคือ พยายามหาข้อสรุปให้กับตัวเองว่าพิทบูลต้องเป็นอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนี้เอาไว้อวดอ้าง
เพื่อจะได้ชื่อว่าเป็นคนที่รู้เรื่องพิทบูลกับเขาเหมือนกัน ผมเองก็เคยเจอมากับตัวเองเลย
ในเว็บผมเองนี่ละ ที่ห้องสนทนาผมเขาไปดูว่าเขาคุยอะไรกัน วันนั้นในห้องมีอยู่หลายคน
มีท่านหนึ่งแสดงภูมิด้วยการวิจารณ์สุนัขของคนอื่นอย่างน่าเกลียด
แต่ขอโทษสิ่งที่เขาพูดท้ายที่สุดก็จนมุมด้วยคำพูดของตัวเอง เมื่อหาทางออกไม่ได้
ก็หนีออกจากห้องไปเฉยๆเลย คนที่เล่นพิทบูลแบบผิวเผินนี้สังเกตง่ายๆ
มักจะยึดที่จุดใดจุดหนึ่งเป็นสำคัญ พยายามอวดรู้โดยการทับถมคนอื่น
แต่ลองให้ยกตัวอย่างหรือแนะนำตัวอย่างที่ดีให้หน่อยพร้อมบอกข้อดีข้อเสียให้ด้วย
เชื่อหรือไม่ครับร้อยทั้งร้อยไปแทบไม่เป็น คนที่เดินแนวทางนี้อย่างสุดโต่ง
ผมคิดว่าจะเป็นตังเร่งสำคัญที่ทำให้พิทบูลในอนาคตพบกับจุดจบที่เร็วขึ้น
ไม่รู้ว่าผมเขียนแบบนี้จะมีคนเห็นด้วยหรือเปล่า หรืออาจจะถูกด่าเละก็ยังไม่รู้
ผมไม่ต้องการหาเรื่องใคร แค่อยากเล่าให้ฟังในสิ่งที่รู้มา อย่างน้อยก็เป็นหลักฐานเอาไว้บ้าง
ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ไม่เป็นไร เพราะจากระยะเวลาเกือบร้อยปีที่ผ่านมา
ได้ทำให้สุนัขพันธ์เดียวกันแตกแขนงออกมาเป็นสองสายพันธ์ สามวัตถุประสงค์
อย่างในทุกวันนี้ ซึ่งก่อให้เกิดผลดีตามมาหลายประการ มีสุนัขให้เลือกหลายแบบหลายสไตล์
ตรงกับความต้องการของผู้เลี้ยงมากที่สุด แต่ปัจจุบันนี้ ด้วยแรงขับดันทางธุรกิจส่วนหนึ่ง
แม้บางสมาคมในอเมริกาเองก็ตาม ได้เล็งเห็นผลประโยชน์ทางธุรกิจในการรับขึ้นทะเบียนตัวสุนัข
เริ่มเอนเองที่จะสร้างให้พิทบูลมีมาตรฐานเดียว เพื่อง่ายต่อการควบคุม
แต่ลืมนึกถึงไปว่าจุดกำเหนิดของสุนัขพันธ์นี้เป็นสุนัขพันธ์พิเศษที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้นมา
ไม่ใช่กระบวนการคัดพันธ์ตามธรรมชาติเหมือนดังสุนัขพันธ์อื่น ซึ่งกว่าจะได้ออกมาอย่างที่เป็นในทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและใช้ระยะเวลาไม่กี่ปี
ประกอบกับโลกที่พัฒนามาไกลขนาดนี้แล้ว คงจะใช้กฎเกณฑ์วิธีแบบดั่งเดิมไม่ได้อีกแล้ว
ทางเดียวที่จะคงสิ่งเหล่านี้ไว้ก็คือการอนุรักษ์ในสิ่งที่มีอยู่บางส่วนในปัจจุบันนี้ให้คงลักษณะเดิมให้มากที่สุด
อย่านำมาปนกันจนคนยุคหลังๆ เกิดความสับสน หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย
อีกหน่อยชื่อ พิทบูล คงไม่มีความขลังอีกต่อไป ไม่อยากให้คนบางจำพวกแอบอ้างเอาชื่อพิทบูลหากิน
ผมเชื่ออย่างเหลือเกินว่าเซียนสนามประกวดหลายๆคน ยังไม่สามารถบอกได้ว่า
พิทบูลกับสแตฟฟอร์ดแตกต่างกันอย่างไร
มีบางคนอาจแย้งผมว่า สมัยก่อน AKC จะรับขึ้นทะเบียนเฉพาะ สุนัข สแตฟฟอร์ต
แต่ UKC ที่รับขึ้นทั้งสองสายพันธ์ในชื่อเดียวกัน แบบนี้ใครมั่วกว่ากัน
ผมก็เคยสงสัยในเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ขออนุญาติเอาความคิดเห็นของแจ๊ค
มาเล่าให้ฟังอีกครั้งหนึ่งดังนี้
ในสมัยก่อนเริ่มตั้งแต่ยุคโบราณสุนัขที่ใช้ในการต่อสู้กันไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องเป็นพันธ์อะไร
การจะหาสุนัขมาเพื่อใช้ในการต่อสู้ขึ้นอยู่กับพิทแมนหรือนักเลงกัดสุนัข
จะหาวิธีการใดๆก็ได้ที่จะพัฒนาสุนัขของตนเองให้เก่งกว่าของคนอื่น
ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน แต่สุนัขเหล่านี้เรียกรวมๆว่า พิทด๊อก การต่อสู้สุนัขนิยมเรื่อยมาหลายยุคหลายสมัย
จนพัฒนามาเป็นองค์กรที่ให้การรับรองผลการแข่งขันก็คือ UKC เป็นองค์กรแรก
และสิ่งหนึ่งที่ทำให้ตัวสุนัขได้รับการยอมรับและดำรงค์อยู่ได้ก็คือการเอาชนะในสนามแข่งเท่านั้น
UKC ในช่วงแรกๆที่เปิดให้สแตฟฟอร์ด มาขึ้นทะเบียนด้วย ก็เพราะความเชื่อที่ว่ามันมีจุดกำเหนิดมาจากพันธ์เดียวกัน
แค่ชื่อคงจะบอกอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่จะช่วยกลั่นกรองคุณภาพของสุนัขตัวนั้นว่าเป็นพิทบูลจริงหรือไม่ก็คือการแข่งขันในสนาม
หากแพ้การแข่งขันก็จะเป็นการคัดสุนัขตัวนั้นออกไปโดยปริยาย เขาจึงไม่สนใจว่าใครจะเอาสุนัขอะไรมาขึ้นทะเบียนด้วย
ไม่รู้ว่าใครเคยได้ยินแบบผมบ้างหรือเปล่า แต่ระยะหลังโลกเปลี่ยนไป
การนำสุนัขมาต่อสู้กันเป็นสิ่งที่แสดงถึงความป่าเถื่อน UKC จึงต้องกำหนดมาตรฐานการประกวดออกมา
ซึ่งสมัยก่อนสุนัขพิทบูลกับ สแตฟฟอร์ด จะมีความแตกต่างกัน แต่ไม่รู้ว่าทำไม
เดี๋ยวนี้รูปร่างชักจะใกล้เคียงกันเข้าไปทุกวันจนแยกไม่ออกแล้ว เห็นความเปลี่ยนแปลงหรือยังครับท่านผู้อ่าน
หากว่าวันหนึ่งมีสุนัขที่ สวยมากแต่ยืนนิ่งเป็นเสาหินเพียงแบบเดียว
ไม่รู้ว่าคนที่ชอบพิทบูลจะรู้สึกอย่างไร ก็ฝากไว้ให้ลองคิดกันเล่นๆดูนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมถูกต่อว่ามา ก็คือเรื่องการนำเข้าสุนัขพิทบูลทำได้อย่างเสรีแล้วจริงหรือ
อันนี้ผมก็ไม่ทราบจริงๆ เห็นลงในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เหมือนกัน ผมว่าถ้าจะให้ดีควรสอบถามไปที่กรมปศุสัตว์เองเลยจะดีกว่า
อย่ายึดเอาข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์อย่างเดียว เพราะหนังสือพิมพ์บางครั้งเราจะเห็นว่าการรีบเร่งเสนอข่าวอาจจะเกิดข้อผิดพลาดได้
เราก็เคยเห็นอยู่เสมอไม่ใช่หรือ ผมเองเคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์บางฉบับ
แต่เวลาออกมาเป็นข่าวแล้วไม่ตรงกับที่ผมพูดก็เคยมี หากนำเข้าได้เสรีจริงก็เป็นสิ่งดี
เราจะได้มีสุนัขดีๆเข้ามาอีกเยอะๆ ซึ่งจะเป็นผลดีกับพวกเราทุกคน
ผมมีข้อสงสัยอยู่นิดหนึ่ง การนำเข้าเสรีคือการนำเข้าโดยไร้เงื่อนไข
แต่เท่าที่ผมทราบมา การจะนำเข้าได้ต้องมีการขออนุญาติก่อน อันนี้ถือเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งแต่จะได้รับพิจารณาหรือไม่ก็ยังไม่มีใครรู้
ผมเลยติงไว้เท่านั้นเอง อยากให้เช็คกันให้ดีเสียก่อน คนที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุดน่าจะเป็นหน่วยงานโดยตรง
ไม่ใช่อ้างว่าอ่านมาจากหนังสือพิมพ์ เพราะว่าเมื่อถึงเวลาแล้วเราเอาหนังสือพิมพ์ไปอ้างคงไม่มีใครฟัง
หากเราไปตกลงซื้อและมีการโอนเงินให้เขาไปแล้ว แต่ไม่สามารถนำเข้ามาได้
มันจะยุ่งไม่ใช่น้อยและโอกาสที่จะได้เงินคืนแทบเป็นศูนย์ ผมจึงเตือนไปก็ไม่ทราบว่าผมทำผิดตรงไหน
และผมก็เคยเจอมากับตัวเองแล้ว ตกลงราคาและจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วแต่นำเข้าไม่ได้
ต้องเสียค่าจ้างเลี้ยงอีกวันละ $13 เหรียญ ผมจ่ายอยู่เกือบหนึ่งปีกว่าจะนำเข้ามาได้
คิดดูซิว่าเป็นเงินไทยผมเสียหายไปเท่าไร
ยิ่งเขียนบทความผมยิ่งยาวขึ้นทุกตอน ทำให้กินเนื้อที่ของคนอื่น ต้องฝากขอโทษพี่เล็กมา
ณ.ที่นี้ด้วยครับ เรื่องของพิทบูลยิ่งเขียนยิ่งมัน ทำให้เนื้อที่ลงรูปน้อยลงไปด้วย
คราวหน้าจะพยายามเขียนน้อยลงหน่อยก็แล้วกัน ก่อนจากกัน ขอฝากไว้ในตอนท้ายของบทความขวางโลกของผมประจำฉบับนี้
สิ่งผมต้องการผลักดันมากที่สุด เกี่ยวกับสุนัขพิทบูล ก็คือการเลี้ยงอย่างมีความสุขและรับผิดชอบ
เพื่อให้สุนัขได้มีโอกาสสร้างความสุขให้กับเจ้าของ ในฐานะเพื่อนคู่ใจหรืออาจจะเป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงประจำบ้านก็ตาม
ผมมักจะได้รับแจ้งจากท่านผู้อ่านอยู่เสมอว่า ยังมีคนนำพิทบูลไปไล่กัดสุนัขจรจัดตามข้างถนนอยู่เสมอ
และยังมีผู้เลี้ยงอย่างขาดการควบคุม ไม่ได้เลี้ยงในรั้วรอบขอบชิดอย่างที่ควรจะเป็น
หรือชอบปล่อยให้ออกมาวิ่งเพล่นพล่านในพื้นที่สาธารณะอย่างอิสระ หากเกิดเหตุการณ์เลวร้ายอะไรขึ้นมาอีก
คำว่า ขอโทษ หรือคำว่าเสียใจ คงไม่สามารถเยียวยาอะไรได้ คนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้
ควรต้องถูกประนามและถูกสังคมตราหน้าตลอดไป อย่าให้อภัยเขาง่ายๆอย่างที่ผ่านมาเลยครับ
สังคมของบ้านเรามันบอบช้ำมากพอแล้ว เราต้องให้อภัยกันอีกกี่ครั้งมันถึงจะพอ
เราควรจะยึดหลักกันไว้ดีกว่าแก้หรือว่าจะรอให้เกิดขึ้นกับคนใกล้ๆตัวของพวกเราก่อนจึงค่อยหาทางป้องกัน
อันไหนดีกว่าก็ฝากไว้ให้คิดเป็นการบ้านก็แล้วกันครับ
ด้วยความเคารพ Mr. Mark
ด้วยความเคารพ
.
Mr. Mark 01 648 3698
เฉพาะนอกเวลางานนะครับ
|