ความเจริญทางวัตถุก้าวหน้าไปทุกวัน โลกเราเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่สวนทางกับความเจริญทางวัตถุก็คือความเจริญทางด้านจิตใจ มันลดต่ำลงอย่างหน้าใจหาย เดี๋ยวนี้การจะมองหาน้ำใจหรือความเอื้ออาทรต่อกันในสังคมได้ลำบากเต็มที ทุกแห่งทุกคนเจอแต่การแก่งแย่งช่วงชิงโอกาสกันตลอดเวลา ไม่ต้องดูไกลเอาการขับรถตามท้องถนนขณะนี้ การจะหาคนมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทางได้น้อยเต็มที มีคนขับรถแบบเห็นแก่ตัวมากขึ้นทุกวัน ผมไม่อยากนึกเลยไปถึงอีกสิบถึงยี่สิบปีข้างหน้าเลยว่า สังคมในเวลานั้นจะเละตุ้มเป๊ะกันแค่ไหน ทุกวันนี้ผมเจอหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้หงุดหงิดใจอยู่ตลอดเวลา อาจจะเป็นเพราะความเครียดสะสมของตัวหรือเปล่าก็ไม่ทราบ บทความฉบับนี้จึงอยากเขียนระบายถึงสิ่งที่ตัวเองที่ได้เจอมาให้อ่านกัน
ตอนเช้าขับรถไปทำงานรู้สึกว่ารถติดมากกว่าเดิม ผมเสียดายเวลาที่ผมต้องเสียไปในขณะเดินทางโดยเฉลี่ยวันละ 3-4 ชั่วโมง แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ จะย้ายไปเช่าบ้านใกล้ๆที่ทำงานก็ใช่ที่ จึงต้องทนต่อไปครับ ผมจึงใช้ช่วงเวลาขณะขับรถคุยโทรศัพท์เป็นประจำ อย่างน้อยก็รู้สึกว่าได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามากขึ้น เมื่อก่อนเกือบมีมาตรการห้ามใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ แม้ว่าจะใช่อุปกรณ์แฮนด์ฟรีก็ตาม ไม่รู้ว่าไอ้คนที่เสนอมาตรการนี่ออกมาเขาใช้สมองส่วนไหนคิด อยากรู้จริงๆครับ
บ้านผมอยู่ย่านมีนบุรี ตอนเช้าไปทำงานต้องอาศัยเส้นวงแหวนเพื่อไปขึ้นทางด่วนพระรามเก้า กว่าจะถึงที่ทำงานสุขภาพจิตก็แย่ไปพอสมควร เพราะกว่าจะผ่านได้แต่ละด่านทั้งแยกมิสทีน โรงเรียนเตรียมฯน้อมฯ เล่นเอาอ่วมอรทัย ก่อนจะได้ขึ้นวงแหวนก็เจอไฟแดงดักไว้อีก ผมอยากแช่งคนออกแบบทางไว้ตรงนี้เลยว่าเป็นคนมีวิสัยทัศน์สั้นมาก ขออย่าให้สามารถรับงานประมูลที่ไหนได้อีกเลย เพราะแทนที่จะทำเป็นทางเบี่ยงขึ้นเบี่ยงลงให้รถวิ่งได้ลื่นไหลไปตลอดกลับทำเป็นแยกไฟแดง ไม่รู้คิดได้อย่างไร หรือคงห่วงว่าแยกไฟแดงในกรุงเทพ จะมีน้อยเกินไป รถแทนที่จะวิ่งสะดวกๆก็ต้องมาออรอไฟแดงกันเต็มไปหมด
หลังจากฝ่าฟันจนขึ้นเส้นวงแหวนได้วิบากกรรมก็ยังไม่หมด ต้องรอเข้าคิวจ่ายเงินค่าผ่านทางที่ด่านทับช้างอีก เมื่อก่อนตอนที่มันงาบค่าทางด่วนกันสำราญใจ สงสัยจังทำไมบริเวณด่านเก็บเงินรถไม่ค่อยติด แต่เดี๋ยวนี้งาบไม่ได้แล้วตอนเช้าหางแถวเลยยาวเป็นกิโล ผมยังงงๆอยู่เหมือนกันไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพิ่งรู้ว่าเก็บเงินส่งรัฐกับเก็บเข้ากระเป๋าตัวเองมันใช้เวลาไม่เท่ากัน ครั้นจะหนีมาใช้ทางคู่ขนานก็มีเรื่องให้หงุดหงิดใจหนักขึ้นไปอีก เพราะตอนเข้าคิวคอยลอดใต้สะพานไปยังถนนอีกฝั่ง ก็เจอพวกหน้าด้านไม่ชอบเข้าคิววิ่งเลาะซ้ายเข้ามาเสียบที่ตรงคอขวดพวกที่เข้าคิวอยู่ก็ได้แต่ทำตาปริบๆ แค่นั้นยังไม่พอยังมีพวกด้านกว่าแซงขวาขึ้นมาแล้วมาเปิดไฟเลี้ยวขอลงตรงคอขวดคอสะพานที่เดิมอีก ด้านจริงๆยอมรับเลยครับ แซงขึ้นมาเองได้แต่เวลาลงต้องมาขอแทรกลง กระจอกจริงๆ คนขับประเภทนี้ เมื่อด้านเจอด้านความโกลาหลก็บังเกิด คนที่เคยเข้าคิวอยู่ดีๆภายหลังก็เลยเอาอย่างบ้าง ตอนนี้ทุกเช้าเลยมั่วไปหมด
ผมเคยคิดจะปราบพวกอย่างหนาพวกนี้โดยการแกล้งขับรถพุ่งชนดื้อๆก็หลายทีแล้วแต่ว่าจังหวะมันไม่ให้สักครั้ง เพราะเราเองก็รีบไม่อยากเสียเวลา นิสัยแย่ๆแบบนี้เจอทุกเช้าครับ และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ามีรถที่ราคาแพงๆ คันละหลายล้านทำบ่อยที่สุด คันล่าสุดที่ผมเจอเป็นเบนซ์รุ่นใหม่ป้ายยังแดงอยู่เลย ผมจึงเกริ่นไว้ตั้งแต่แรกว่า จิตใจคนตอนนี้มันเริ่มต่ำลงทุกที การดูคนคงดูที่ภายนอกไม่ได้แล้ว การแต่งตัวดีขับรถหรูหราไม่ได้หมายความว่า เขาต้องเป็นคนดีมีเกียรติเหนือกว่าคนเดินดินกินข้าวแกงทั่วๆไปเลย เพราะพฤติกรรมที่ผมเห็นมันน่าขยะแขยงเสียจริงๆครับ และพวกที่ไม่เคยพลาดการร่วมอุดมการณ์เลวนี้ ไม่ต้องบอกคิดว่าท่านผู้อ่านก็คงเดาถูกว่าเป็นรถประเภทไหนบ้าง หากไม่แน่ใจก็ลองสังเกตดูเองนะครับ ไม่เฉพาะแต่แถวบ้านผม มันมีให้เห็นอยู่ทั่วไปครับ
ครั้งหนึ่งผมเคยขึ้นรถแท๊กซี่จากดอนเมืองกลับบ้าน วันนั้นเจอคนขับท่านหนึ่งขับรถกวนบาทามาก ไม่มีมารยาทและไม่เคารพสิทธิของคนใช้ถนนท่านอื่นเลย แซงซ้ายแล้วไปรอปาดเข้าขวาตรงแยกไฟแดงตลอด แถมยังมีหน้ามาคุยให้ฟังอีกว่า เพราะเป็นรถแท๊กซี่ขับแบบนี้ไม่มีใครว่าหรอก ขับรถแท๊กซี่จะขับเรียบร้อยไม่ได้ครับ เพราะไม่ทันกินไอ้เรานี่ก็อายตอนรถที่เรานั่งไปจอดกั๊กรถคนอื่น แทนที่เขาจะได้เลี้ยวซ้ายผ่านตลอดก็ต้องมาติดไฟแดงไปกับเราด้วย จึงได้แต่นั่งก้มหน้า คิดในใจคนเดียว ทำไมหนออาชีพทุกอาชีพก็สามารถมีเกียรติได้ทั้งนั้น คนเราจะสูงจะต่ำอยู่ที่การทำตัว จะดีจะชั่วก็ตัวทำอีกนั่นละ ไม่เข้าใจทำไมคนขับท่านนี้จะต้องดูถูกอาชีพของตัวเองทำตัวให้มันต่ำต้อยด้อยค่าลงไปอีกแบบนั้นด้วย นี่ก็เป็นเรื่องที่อยากเอามาเล่าให้ฟังในตอนเริ่มต้นของบทความประจำฉบับนี้นะครับ
หลังจากบ่นให้เปลื้องเนื้อที่หน้ากระดาษไปพอหอมปากหอมคอแล้วก็มาเข้าเรื่องพิทบูลกันต่อครับ ความจริงเรื่องที่จะบ่นให้ฟังยังมีอีกเยอะ แต่หากว่าบ่นมากไปท่านผู้อ่านก็จะเบื่อเสียก่อน หากใครอยากอ่านสิ่งที่ผมบ่นก็คงต้องไปหาอ่านเอาที่เว็บไซต์ www.pitbullzone.com กันเองนะครับ
ขอเริ่มเรื่องแรกด้วยเรื่อง การฝึกสุนัขพิทบูลให้ลากน้ำหนัก เนื่องจากมีคนสอบถามเข้ามามาก ว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไรดี และงานลากปีนี้ยังจะมีอีกหรือไม่ ผมก็ขอแยกตอบเป็นสองส่วนนะครับ เริ่มที่การฝึกลากก่อน การฝึกลากจริงๆแล้วจะว่ายากก็ยากจะว่าง่ายก็ง่าย มีปัจจัยสำคัญอยู่สองประการคือ หนึ่งสุนัขตัวที่จะนำมาฝึกมีคุณสมบัติพอหรือไม่ เพราะหากสุนัขไม่มีใจก็คงทำได้ไม่ดีหรือฝึกลำบาก และสองเจ้าของหรือผู้ฝึกมีเวลามากน้อยแค่ไหน เพราะการที่จะฝึกสุนัขให้ได้ดีต้องอาศัยสองสิ่งนี้มากที่สุด อย่าลืมนะครับเวลาที่เสียไปมันเอาคืนมาไม่ได้ หากท่านคิดจะเอาดีด้านนี้ก็ต้องพิถีพิถันหน่อย จะได้ไม่เสียเวลา ยกเว้นท่านที่ต้องการฝึกเล่นๆ เพื่อ ออกกำลังกาย หรือเพื่อความสนุกในการร่วมกิจกรรมกับสุนัขที่เลี้ยงอันนี้ก็ไม่เป็นไร และหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งคือ การฝึกให้สุนัขลากตามคำสั่ง ไม่ใช่ลากเพราะของล่อ แต่ก่อนที่ท่านจะสามารถสั่งให้สุนัขทำตามคำสั่งได้นั้น ท่านต้องได้ใจของสุนัขก่อน และการที่จะได้ใจเขามาสิ่งสำคัญที่สุดก็คือเวลา และความรักที่ท่านมอบให้แก่เขา
ท่านที่เลี้ยงพิทบูลอย่างถึงแก่นแล้วจะรู้ดีว่า ถ้าหากท่านได้ใจของสุนัขที่ท่านเลี้ยงแล้ว ไม่ว่าท่านจะสั่งให้เขาบุกน้ำลุยไฟ เขาก็จะทำให้ท่านได้โดยไม่ลังเล และทำแบบมอบกายถวายชีวิตอีกด้วย และก็ขอย้ำว่าหากต้องการแค่สุนัขไว้เฝ้าบ้าน เลี้ยงพันธ์อะไรก็ได้ไม่จำเป็นต้องพิทบูลหรอกครับ หากคิดแค่เลี้ยงตามเขาหรือเลี้ยงเพราะคิดว่ามันกำลังฮิต มันจะก่อให้เกิดผลเสียแก่ตัวท่านเองมากกว่าผลดีเชื่อผมเถอะครับ
การฝึกเริ่มแรกสามารถเริ่มได้ตั้งแต่อายุสามเดือนขึ้นไป โดยการสร้างความคุ้นเคยกับการลากแก่เขาก่อน อุปกรณ์ก็มีปลอกคอที่ทำจากผ้าควรจะมีความกว้างพอประมาณ และสายจูงทั่วๆไป เริ่มแรกเราอาจจะใช้สายจูงผูกกับกล่องกระดาษหรืออะไรก็ได้ที่ยังไม่หนักเกินไปนัก กะประมาณว่าเวลาที่เราเรียกเขามาหาเขาสามารถลากมาด้วยได้ ทดลองดูว่าเสียงดังเวลาที่เขาลากกล่องมาเขากลัวหรือไม่ สุนัขบางตัวจะกลัวเสียงดังเวลากล่องลากไปกับพื้น ช่วงแรกอาจจะต้องใช้สายจูงยาวหน่อย ถ้าเขาทำได้ก็ค่อยเพิ่มน้ำหนักลงไปในกล่อง เมื่อเขาคุ้นเคยกับการลากนี้แล้ว การฝึกขั้นต่อไปก็ไม่ยากแล้วครับ
ผมจะใช้สายจูงที่มีขอเกี่ยวทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งเกาะที่ปลอกคอ ปล่อยสายจูงลอดใต้ท้องไปเกาะกับสิ่งที่เราต้องการให้สุนัขฝึกลาก อาจจะเป็นกล่องกระดาษเปล่า รองเท้า หรือยางรถมอเตอร์ไซค์ เมื่อเขายังเล็กควรเริ่มด้วยสิ่งของที่เบาๆก่อน อย่าลืมว่าเราแค่ต้องการสร้างความคุ้นเคยให้เขาเฉยๆ เมื่อเขาอายุประมาณหกถึงแปดเดือนจึงเริ่มทดลองกับยางรถยนต์ ประโยชน์ของการฝึกลากวิธีนี้ คือจะช่วยให้สุนัขของท่านมีขนาดคอที่ใหญ่ขึ้นด้วย
เมื่อทำได้ดีขึ้นคราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับท่านแล้วว่า จะจัดเตรียมสายลากและอุปกรณ์อื่นที่จำเป็น เช่นรถลาก เพื่อฝึกกันอย่างจริงจังได้อย่างไร อุปกรณ์เหล่านี้ถ้ามีเองก็สะดวกที่สุดครับ แต่ถ้าไม่มีก็คงต้องอาศัยการหยิบยืมจากท่านอื่นไปก่อน ผมเคยคิดจะทำสนามไว้ให้พวกเราเอาสุนัขมาฝึกลาก เพราะรถก็ได้ต่อเอาไว้แล้ว แต่ติดขัดตรงสถานที่ ที่ยังหาเหมาะๆไม่ได้เสียที ผมอยากให้กิจกรรมนี้แพร่หลายในบ้านเราครับ อยากจะทำให้เป็นกิจกรรมประจำเดือนกันไปเลย แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไรความฝันผมจะเป็นจริงได้เสียที
มาถึงเรื่องการแข่งขันที่หลายคนถามถึง ผมเคยริเริ่มไปหลายครั้งแต่ติดขัดที่ไม่มีคนสนใจส่งสุนัขลงแข่ง มีแต่คนถามถึงและคนที่สนใจจะมาดู ตอนนี้ก็เลยยังไปไม่ถึงไหนครับ หากใครที่ฝึกซ้อมสุนัขไว้แล้วก็ช่วยแจ้งจำนวนเข้ามาหน่อย อย่างน้อยปลายปีนี้เราคงได้จัดอีกสักครั้งหนึ่ง ถ้าหากรู้ประเภทและจำนวนสุนัขที่แน่นอน จะได้แบ่งรุ่นและเตรียมของรางวัลได้ถูก หากยังไม่มีใครพร้อมก็คงต้องเลื่อนออกไปก่อน หรืออาจจะต้องงดการจัดไปเลย และขอฝากข่าวถึงบรรดาชมรมต่างๆที่เคยแจ้งความประสงค์ไว้ อย่างไรก็ส่งข่าวมาบ้างนะครับ และประมาณปลายฝนต้นหนาวก็อย่าลืมการท่องเที่ยวแบบแค็มปิ้งของพวกเรานะครับ คาดว่าคงประมาณเดือนตุลา ซึ่งเดือนนั้นผมก็มีโปรแกรมพาลูกค้าไปจัดกิจกรรมวันคาวบอยไนท์แถวๆนั้นด้วย คงเป็นเดือนยุ่งของผมอีกเดือน ใครจะไปก็แจ้งความจำนงแต่เนิ่นๆนะครับ คุณเบิร์ดอยู่ปากช่องบอกว่ากำลังช่วยหาสถานที่ให้อยู่ รายนี้ก็มีหมาสวยชนิดหมานอกหลบอยู่ด้วยตัวหนึ่ง ผมเห็นตอนแรกนึกว่านำเข้ามา ลูกเต้าเหล่าใครก็สอบถามเอาเองนะครับ
มาถึงสิ่งที่เคยรับปากกับท่านผู้อ่านว่าจะหาเรื่องเกี่ยวกับสุนัขตัวดังในอดีตมาให้อ่านกัน ฉบับนี้ก็เป็นคิวของ สุนัขที่คนไทยที่นิยม พิทบูล จะรู้จักกันดีอยู่แล้ว WALLING’S BULLYSON (2x Winner) ROM เพื่อนเก่าท่านเดิมส่งมาให้ครับ ใครที่เคยอ่านแล้วก็อย่าเพิ่งเบื่อนะครับ นึกว่าอ่านทบทวนเล่นๆอีกรอบ หรือเก็บสะสมหนังสือไว้เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงในอนาคต ข้อมูลเกี่ยวกับพิทบูลบ้านเราไม่ค่อยแพร่หลายเท่าที่ควร จะหาอ่านแต่ละทีก็ยาก ผมเคยมีเก็บไว้บ้างแต่สะเพร่าไปหน่อยเก็บไว้ในคอมฯ เมื่อเจอไวรัสทำให้ต้องฟอร์แม๊ตฮาร์ดดิสทิ้ง ข้อมูลจึงถูกทำลายไปด้วย คิดแล้วยังเสียดายไม่หายครับ
ผมดีใจมากที่มีท่านผู้อ่านหลายท่านบอกว่ากำลังสะสมบทความที่ผมเคยเขียนเอาไว้ แถมชมอีกว่ามีแง่คิดหลายอย่างที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย รู้สึกดีใจจริงๆครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมอยากให้เลือกเอาแต่สิ่งดีๆมีประโยชน์ไปใช้ก็พอครับ ส่วนที่แย่ๆก็อย่าเอาอย่างเลยครับ ผมเล่าให้ฟังเฉยๆ ผมพูดอย่างไม่อายเลยครับว่า ผมถูกบังคับให้เป็นคนดี ไม่เคนนึกเคยฝันมาก่อนว่าวันนี้ผมจะกลายมาเป็นนักเขียนที่มีคนติดตามอ่านประจำอย่างทุกวันนี้ เมื่อกลายมาเป็นบุคคลสาธารณะ การจะทำอะไรก็ต้องคิดหน้าคิดหลังตลอด ผมว่าคนเราทุกคนก็เช่นกันถูกสภาวะแวดล้อม บังคับให้เดินตาม บางเหตุการณ์อยากจะฝืนแต่ก็ทำไม่ได้ ผมเคยอ่านประวัติของขุนโจรหลายคนที่ เคยเป็นดีทำมาหากินอย่างสุจริต แต่ว่าถูกสถานการณ์บีบคั้นให้กลายมาเป็นโจร มาเข้าเรื่องหมาต่อดีกว่าครับ
Bullyson ถือกำเนิดมาในช่วงปลายปี 1960 มันเป็นผลพวงที่เกิดจากหนึ่งในหลายตัว ด้วยความคิดที่เยี่ยมยอดที่เอาพ่อพันธุ์อย่างพิทบูลด๊อกที่มีชื่อว่า Boudreaux' Eli และแม่พันธุ์ที่มีชื่อว่าBoudreaux' Spook มาผสมกัน
เรื่องก็มีอยู่ว่าครั้งหนึ่ง Floyd Boudreaux มอบลูกหมาน่ารักสีแดงตัวหนึ่งให้กับJerry Clemmons เขารับมันไปและเลี้ยงมันเอาไว้ 6 สัปดาห์ หลังจากนั้น Jerry Clemmons ก็ขายมันไป เขามาที่ร้าน Blacksmith แล้วผม(ผมก็คือ Floyd Boudreaux) ก็ได้ขายลูกหมาอีกตัวที่มีอยู่ให้ Jerry Clemmons ไปอีก ผมเรียกเธอว่า Spook เธอมาจากคอกที่มีการกัดกันจนตาย ตอนที่พวกมันยังเล็กมากๆ Jerry เลี้ยงเธอเอาไว้อยู่ 2 เดือน ในช่วงที่เธอมีฮีทและ เข้าสู่ช่วงที่ไข่ตกและพร้อมที่จะได้รับการผสมเป็นครั้งแรกนั้น Jerry พาเธอกลับมา ผมก็เลยให้ Spook ผสมกับพ่อพันธุ์ที่มีชื่อว่าBoudreaux' Eli เธอให้ลูกหมาออกมา 4 ตัว ซึ่งเป็นสีดำ 3 ตัวและลายเสือสีน้ำตาลอีก 1 ตัว เป็นตัวผู้ 2ตัว และตัวเมีย 2ตัว สีดำตัวหนึ่งมีชื่อว่า Bully และอีกตัวคือ Eli Jr. ส่วนตัวเมียลายเสือคือ Brendy ถ้าจะพูดถึงBrendyนั้น เธอเป็นตัวที่กัดหนักที่สุดในบรรดาพี่น้อง และยังตัวโตที่สุดอีกด้วย เธอเคยคว่ำหมาตัวอื่นลงได้ในเวลาน้อยกว่า 3 นาที Brendyน่ายำเกรงและถือว่าอันตรายที่สุด เท่าที่คนได้เคยพบมา ครั้งนึง Brendy เอาชนะหมาตัวอื่นซึ่งทำราวกับว่ามันกำลังทานอาหารเช้า ผมแน่ใจว่าไม่เคยเจออะไรอย่างนี้มาก่อน ลูกตัวเมียอีกตัวของ Boudreaux' Eli และ Boudreaux' Spook เป็นสีดำมีชื่อว่า Lady ผมว่าเธอยอดเยี่ยมที่สุดเลย คอกนี้ทั้งคอกเป็นหมาในอุดมคติของผมจริงๆ ตัวผู้ทั้งสองตัวนั้น นั่นก็คือ Bully และ Eli Jr. เป็นบูลด๊อกที่มีคุณสมบัติเหนือหมาตัวอื่นๆ พวกมันเป็นพิทบูลด๊อกที่ดีที่สุด ประสบความสำเร็จสูงและได้ต่อสู้ในเกมส์ที่โหดมากที่สุด ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการพิทบูลด๊อกมาแล้ว
ตอนที่ Jerry เลี้ยงดูหมาคอกนี้ในสนามหญ้าที่บ้านของเขา ดูเขาจะให้ความสนใจเจ้า Bully เป็นพิเศษ ทุกวันเขาจะพา Bully ออกไปเดินด้วยระยะทาง 3 ไมล์(ประมาณ4.8กิโลเมตร) และให้วิ่งบนเครื่องวิ่งอีก 15 นาที และในขณะที่ฝึก Bully เขาสอนให้มันจัดการตามจุดที่ถูกสั่งและฝึกให้มันได้เล่นลูกบอลด้วย วันหนึ่ง Bully ถูกพามาเจอกับลูกๆ ของ Blind Billy นั่นก็คือ Boudreaux’ Napoleon และ Boudreaux’ Paco ซึ่งBully ล้มทั้งคู่ด้วยความรวดเร็ว หลังจากนั้น Bully ก็ได้ผสมพันธุ์กับแม่พันธุ์ตัวหนึ่งของ Floyd ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงชั่วโมงเดียวในตอนเที่ยงวันของเดือนกรกฎาคม และในเวลาต่อมาตัวเมียดังกล่าวก็ได้ให้กำเนิดลูกออกมาถึง 13 ตัว
Bully เคยทำร้ายแม้แต่เจ้านายของตัวเองมาแล้ว ซึ่งในตอนนั้น Bobby Hall พามันออกไปวิ่ง Bully จู่โจมจะกัดเขา เขาบังเอิญถือพลั่วอยู่ในมือ หลังจากสู้กันอยู่สักพักใหญ่ๆ สงครามจึงสงบลงและมันก็เกิดขึ้นหลายครั้งด้วย จนกระทั่งครั้งสุดท้ายเมื่อ Bobby ถือพลั่วเอาไว้ที่ข้างลำตัวของเขาแล้วเขาก็พูดว่า “มานี่ ไอ้ลูกชาย” “Bully son มาหาพ่อ” แล้วเจ้า Bully ก็เดินมาที่เท้าของเขาแล้วกระดิกหาง Bobby บอกว่าเขายื่นมือไปหามัน และมันก็เลียมือเขา ซึ่งในเวลาต่อมา Bobby ถึงได้ใช้พลั่วอันนั้นเป็นที่ตักขี้ให้กับมัน และตั้งแต่นั้นมา Bobby จึงเปลี่ยนไปเรียกมันว่า Bullyson แทนชื่อเดิมนั่นก็คือ Bully นั่นเอง
Bobby Hall เคยจับคู่เพื่อแมทซ์ให้กับ Maurice carver ซึ่ง Maurice carver เป็นกรรมการตัดสิน เมื่อเขาไปที่สถานที่ที่ใช้สำหรับจัดการการแข่งขัน เขาต้องพบกับชายที่มีชื่อว่า Bert Clouse & Becker สุนัขของ Bert มีน้ำหนักอยู่ที่ 46 กับอีก 3/4 ปอนด์ ส่วน Bullyson นั้นชั่งได้ 49 ปอนด์ครึ่ง Bobby Hall พา Bullyson เข้าไปในสนามที่ใช้สำหรับแมทซ์ คุณจะรู้สึกได้ถึงอะไรแปลกๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น มันแสดงออกอย่างบ้าคลั่ง และรุนแรงราวกับมีปีศาจสิงอยู่ในตัวของมัน พอถูกปล่อยก็เท่ากับนรกแตก ทุกคนต่างตั้งใจดูClouse’ Red dog และ Red dog ถูกพามาหลังจากนั้นประมาณ 5 นาที Bobby ส่ง Bullysonเข้าไปในสนาม และนั่นก็เป็นสัญญาณให้นักร้องร่างอ้วนได้ทำการร้องเพลงชาติ เพื่อเปิดการแข่งขัน ไม่ถึง 10 นาทีมันแสคชจน Bobby Hall ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งมันให้อยู่ที่มุมได้ และเขาก็กลัวว่ามันจะกัดเขาเข้าอีก สิ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่แย่มากที่สุดสำหรับพิทบูลด๊อก
ต่อมา Bobby ขาย Bullyson ต่อไปให้กับชายที่มีชื่อว่า Red Walling ซึ่ง Red Walling ตัดสินใจซื้อด้วยการเชียร์ของ Maurice Carver สำหรับเรื่องที่ไม่ดีจากหลายๆ เรื่องที่ Bullyson ทำให้คนรู้เรื่องที่แย่ๆ ของมัน พอมีคนพยายามให้มันเข้าไปอยู่ในรถ มันเป็นอะไรที่ยุ่งยากมากที่สุด มันพยายามที่จะดิ้นรนและหลุดไป ด้วยปัญหาดังกล่าว พวกเขาจึงไม่ล่ามมันขณะมีการโยกย้าย ผมว่ามันเป็นการยากมากที่จะจับมันใส่กล่องแล้วส่งไปไหนต่อไหน ในการย้าย Bullyson จากบ้านของ Bobby ในฮูสตันไปยังบ้านของ Carver ในซานอันโตนิโอ Raymond Holt ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ขนย้าย Bullyson ซึ่งโดยปกติมันจะถูกปล่อยให้อยู่ตามสบายขณะอยู่ในรถ เขาเล่าว่าวิธีเดียวที่จะทำให้มันหยุดกระโจนเข้าใส่เขาระหว่างเดินทางคือการได้เล่นกับ ไข่ของมันจนมันเพลิดเพลิน นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม Maurice ก็ได้มันมา เขากลัว Bullyson มาก และตลอดเวลาที่ Bullyson อยู่กับเขา เขาจะให้ภรรยาย้ายไปอยูที่ห้องอื่น และตอนที่เขาจะพา Bullyson เข้ามาอยู่ในห้องด้วย เพื่อที่จะนั่งดูทีวีด้วยกันจนกลายเป็นเหมือนเพื่อนรักกัน ซึ่งในตอนนั้นมันสงบเสงี่ยมดี เขามีความรู้สึกว่าถ้าเขาลงไปในสนามแข่งกับสุนัขสักตัว เขาต้องการที่จะเป็นเพื่อนกับมันเสียก่อน เขามักจะพูดว่า “ถ้าผมจะลงไปคุกเข่าขอร้องให้สุนัขสู้เพื่อเขาล่ะก็ สุนัขตัวนั้นจะต้องเป็นเพื่อนกับผมเสียก่อน”
ในที่สุด Bullyson ได้ลงแมทซ์กับ Ed Weaver’s Sir มันก็เหมือนกับเหตุการณ์เดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้น ไม่ถึง 5 นาที Ed Weaver’s Sir ก็ไม่มีทางสู้ต่อได้ด้วยลักษณะเดียวกันกับที่เคยโถมเข้าใส่ Red dog มีการกล่าวถึงเรื่องนี้เหมือนกัน Don Mayfield บอกเอาไว้ว่าน่าที่จะมีคนได้เล่าประวัติของ Bullyson ให้ Ed Weaverได้ฟังก่อนหน้าที่จะมาเจอกับ Bullyson ซึ่งที่ทุกคนต่างขวัญผวากันมาหมด แล้ว เพราะมันกัดมาจนหมดแล้ว
แมทซ์ระหว่าง Bullyson กับ Benny Bob ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด วันนั้นผู้คนมาจากทั่วสารทิศทั้งอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกเพื่อรับรู้การแข่งขันนี้ คอนเวนชั่นซึ่งจัดที่ Fort Worth และเป็นการโชว์ที่อลังการมากที่สุด พวกเขากางผ้าใบฟอกสีขาวสะดุดตาคลุมทุกอย่างเอาไว้ได้อย่าง สวยงามมาก พอถึงตอนที่จะแข่งผ้าคลุมก็ถูกดึงออก Carver นำ Bullyson ลงสนาม ส่วน Rick Haliburton ก็นำเจ้า Benny Bob ลงมาด้วยโดยความช่วยเหลือของ Don Mayfield ซึ่ง Benny Bob เป็นลูกที่เกิดจาก Bullyson ตอนที่ได้ไปผสมกับตัวเมียตัวหนึ่งที่เกิดจากพ่อพันธุ์ที่มีชื่อว่า Boudreaux’ Boze กับตัวเมียที่มีชื่อว่า Clemmon’s Brendy ตัวเมียตัวนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ Clemmon’s Jesse และต่อมาเธอถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Wikerson’s Tina การผสมพันธุ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นตอนที่ Bullyson ยังเป็นสมบัติของ Jerry Clemmons
ในการแมทซ์กันในครั้งนั้น Carverและ Bullyson ขอเข้าสนามเป็นคนสุดท้าย เขาไม่ต้องการอยู่ที่มุมของเขากับ Bullyson นานเกินไป เพราะว่า Bullysonมันมีความต้องการที่จะทำลายคู่ต่อสู้มากจนแทบจะจับมันเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อเขาพามันเข้าไป Rickกับ Benny Bob รอพร้อมอยู่แล้วที่มุม กรรมการซึ่งก็คือ Floyd Boudreaux ก็พร้อมแล้วเช่นกัน Carver ลงไปในสนามยังไม่ทันจะได้ทำอะไร Floyd Boudreaux ก็ต้องสั่งให้ปล่อยทั้งคู่ได้ต่อสู้กัน Don Mayfield เขียนรายงานการแข่งขันว่าถ้า Bullyson คิดว่าจะจัดการ Benny Bob ให้เสร็จเหมือนเป่าเทียนให้ดับล่ะก็ มันคิดผิดถนัด ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมแพ้ การต่อสู้ได้ดำเนินไปซักพักใหญ่ๆ Benny Bobเหมือนกับว่ายิ่งกัดยิ่งตัวใหญ่ขึ้น เรี่ยวแรงและพละกำลังของมันก็มีมากกว่า Bullyson รวมทั้งมีความคล่องแคล่วและยังอาศัยจังหวะหลบหลีกได้ดีกว่า ในขณะที่ Bullyson นั้นกลับมีความเชื่องช้าลง ในขณะนั้นเอง Bullyson เป็นฝ่ายเทรินส์ มันแสคชได้ดี และในเวลาต่อมาเมื่อ Benny Bob เป็นฝ่ายที่จะต้องแสคชบ้าง มันก็ทำได้ดีและรุนแรงกว่า Bullyson ไม่ว่า Bullysonจะตอบโต้อะไรออกไป Benny Bob ตอบโต้กลับได้ทันทีและรุนแรงกว่า Bullyson
ซึ่งในตอนท้ายของเกมส์ การตอบโต้กันไปตอบโต้กันมาของพวกมันส่งผลให้ Bullyson เหนื่อยเหมือนกับถูกยิงด้วยลูกตะกั่ว เมื่อเวลาผ่านไปถึงนาทีที่ 40 Bullyson ก็ล้มทั้งยืน
Carver ส่งสัญญาณที่เสนอให้ Rick Haliburton ชนะการแข่งขัน แต่ Rick ไม่รับข้อเสนอนั้น ในที่สุดเมื่อ 48 นาทีผ่านไป Bullyson ย่ำแย่มากแล้ว แต่ต้องแสคชอีกครั้ง Carver หันไปมองหน้า Rick Haliburton ซึ่งในตอนนี้หัวของ Bullyson เอียงไปทางขวาในสภาพที่แข็งทื่อ อ้าปากค้าง แลบลิ้นออกมา และมันไม่ยอมเคลื่อนไหว ในตอนท้ายของการแสคชครั้งที่6 Carver ก้าวเข้ามาหา Bullyson แล้วโยนผ้าขนหนูบอกขอยอมแพ้ แล้วเขาก็ขอให้ Floyd ช่วยเอา Bullyson ออกไป เพราะ Floyd เป็นคนที่เคยเลี้ยงดูมันมาก่อน สาเหตุที่เขาต้องทำอย่างนี้ ผมคิดว่าทุกคนกำลังช๊อกกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะ Bullyson กำลังเข้าคิวเพื่อเลื่อนอันดับความเป็นแชมป์เปี้ยน จากนั้น Floyd ก็นำมันไปเพื่อทำการนวดตัวแล้วให้มันได้้ลองเดินดูและเขย่าหัวของ Bullyson ให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม แต่ก็ไม่ทำให้หัวของ Bullyson กลับเข้าที่ เขานำมันกลับมาให้ Carver เพื่อให้เขาพามันเดินออกจากสนามไป Jerry Clemmons เป็นคนทำการทดสอบเลือดของ Bullyson ก่อนวันทำการแข่งขัน เขาบอกว่านับเม็ดเลือดได้เพียง 33 ทั้งๆที่มันควรจะเป็น 50 และ Carver ยังให้ Bullyson ผสมพันธุ์กับพิทบูลทุกตัวที่ทำได้ทั่วทั้งแถบตะวันตกเฉียงใต้
พวกเขาพามันเข้าไปรับการรักษา ถึงแม้ว่าจะจับก้นมันเพื่อหวังจะให้มันกลับมากัดพวกเขาอีก ซึ่งการรักษามันในครั้งนั้น ยาที่ดีๆก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น มันเสียศูนย์และได้ตายจากไปในเวลาไม่นานนั้นเอง แมทซ์ 48 นาทีระหว่างที่มันต่อสู้กับลูกชายของมัน และนี่คือจุดจบชีวิตของ Bullyson
Benny Bob กลับไปอาศัยในคอกของ Willie Brown และต่อมาได้ไปแมทซ์กับ Ralph Greenwood’s Jimmy Boots ซึ่งถูกกล่าวขวัญถึงว่าเป็นการต่อสู้ที่รุนแรงและโหดร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา Rick Haliburton และ Willie Brown ถือหางทางฝั่งของ Benny Bob และ Greenwood ก็เป็นฝ่ายของ Jimmy Boots มันเหมือนกับการเฝ้าดูผู้ใหญ่สองคนต่อสู้กันโดยที่ทั้งคู่มีอาวุธที่แหลมคมอยู่ในมือ Benny Bobและ Jimmy Boots ต่างโถมเข้าใส่ซึ่งกันและกัน ทั้งคู่ตอบโต้กันไปตอบโต้กันมาอย่างสมศักดิ์ศรี เมื่อเวลาผ่านไป 5 นาทีแล้ว 5 นาทีเล่าเป็นอย่างนั้นทั้งแมทซ์ เพราะไม่มีพิทบูลด๊อกตัวไหนสามารถที่จะทนกันได้เท่าสองตัวนี้อีกแล้ว คุณจะพนันได้เลยว่าการต่อสู้จะไม่นานเกิน 20 นาที แต่นั่นแหละที่มันทำให้ทุกคนตื่นเต้น และปรากฏว่าแมทซ์นี้พวกมันใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งJimmy Boots เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะไปในที่สุด
ขออนุญาตใช้เนื้อที่ท้ายบทความประชาสัมพันธ์เรื่องส่วนตัวเช่นเคยนะครับ เรื่องแรกก็คือวารสารพิทบูลที่ขอกันเข้ามา ตอนนี้มีคนส่งรายชื่อเข้ามาแค่ สิบกว่ารายเท่านั้น ผมคิดว่าหากจะจัดทำด้วยจำนวนน้อยขนาดนี้จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จึงต้องรอไปอีกระยะหรือว่าอาจต้องงดไปเลย เรื่องที่สองคือลูกสุนัขของคุณเจอรี่ อายุ 30 วันได้ถูกจองหมดแล้วครับ ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับคุณเจอรี่ด้วย ไม่น่าเชื่อลูกสุนัขตัวละห้าหมื่นยังมีคนแย่งกันซื้อ ทุกวันนี้ก็ยังมีคนสอบถามเข้ามาตลอด ผมจึงอยากให้แง่คิดสำหรับท่านบรีดเดอร์ ทั้งหลายว่า หากท่านแน่ใจว่าลูกสุนัขของท่านมีคุณภาพจริงๆ เรื่องราคาไม่น่าจะเป็นปัญหา คนซื้อที่ต้องการสุนัขคุณภาพยังมีอีกมากครับ เพราะการนำเข้าเอง ค่าใช้จ่ายมากกว่านี้และยุ่งยากกว่าเยอะ ไม่มีโอกาสได้เลือกด้วย เผลอตัวที่นำเข้ามาสวยสู้ของในนี้ไม่ได้ละก็เซ็งเลย นอกจากนี้คุณเจอรี่ก็ยังรับฝึกสุนัขให้กับท่านที่สนใจอีกด้วย ใครสนใจจะให้คุณเจอรี่ฝึกสุนัขให้ก็ลองติดต่อดูนะครับที่เบอร์ 09 787 9555 อาจจะติดต่อยากหน่อยนะครับ เรื่องที่สามก็คือมีท่านผู้อ่านสอบถามเข้ามามาก คือไม่รู้ว่าจะไปตัดหูสุนัขที่ไหนดี ผมก็ขอแนะนำที่ ซอยวัดไผ่ตัน ของพี่หมอ ธวัชชัย เบอร์ 01 627 0609 ครับ เรื่องฝีมือไม่ต้องห่วง ผมเองก็ใช้บริการที่นี่ครับ และเรื่องสุดท้ายเรื่องการสะสมคะแนนอาหารสุนัข เอฟวัน เพื่อแลกของ เนื่องจากตอนนี้มีตัวแทนหลายท่าน ช่วยจัดจำหน่าย การรวบรวมคะแนนทำได้ลำบาก ผมจึงจะสรุปคะแนนที่แต่ละท่านมีอยู่ส่งให้ทางไปรษณีย์ไว้ให้ท่านเป็นหลักฐาน และขอเรียนให้ทราบว่า จากนี้ไป เราจะใช้การสะสมเครื่องหมาย โลโก้ ที่ฉลากบนถุงบรรจุอาหารแทน โลโก้แต่ละดวงมีมูลค่า 5 คะแนนเช่นเดิม ส่วนของรางวัลมีอะไรบ้างก็ติดตามได้ที่เว็บนะครับ และอีกระยะเราจะมีการส่งรายละเอียดไปให้ที่บ้านด้วย ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและให้การสนับสนุน พบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

ด้วยความเคารพ….
Mr. Mark 01 648 3698
เฉพาะนอกเวลางานนะครับ