|
ผมพยายามเขียนบทความให้ต่อเนื่องกับฉบับที่แล้วนะครับ
ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณทุกความคิดเห็นที่ส่งเข้ามา มีทั้งชมทั้งตำหนิ
ก็ขอขอบคุณทุกท่านจากใจจริง เพราะว่าทั้งคำชมและคำติติงจะช่วยเป็นกระจกสะท้อน
ให้ทราบข้อบกพร่องของตัวผมเอง เพื่อที่จะได้เขียนบทความให้ตรงกับใจท่านผู้อ่านมากที่สุด
มีคำติติงอันหนึ่งที่เขียนมาว่าอยากให้ผมลดเนื้อหาทางวิชาการลงหน่อย
เพราะว่ามีคนเขียนถึงกันมากแล้วหาอ่านที่ไหนก็ได้ และเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับประสบการณ์ลงไปเยอะๆ
เพราะว่าหาอ่านยาก และเขียนยาวๆหน่อย จะได้คุ้มค่ากับการที่รอคอย
เพราะได้อ่านแค่เดือนละครั้ง ผมก็รับปากว่าจะพยายามครับ แต่การเขียนเรื่องประสบการณ์นี่โอกาสเสี่ยงสูงมาก
ที่จะเกิดความผิดพลาด เพราะประสบการณ์ของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่สามารถใช้เป็นบรรทัดฐานได้
คนที่มีประสบการณ์แตกต่างก็อาจจะเถียงว่าไม่จริง ถ้าเล่าเรื่องของสุนัขตัวเองมากๆ
อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าโปรโมทหมาตัวเองอีก ผมก็รับปากนะครับว่าจะพยายามเลือกเรื่องที่น่าสนใจสอดแทรกเข้ามาให้มากที่สุดครับ
เรื่องบางเรื่องผมเชื่อว่าไม่ค่อยมีใครเขียนถึง ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านผู้อ่านของผมจะรับได้มากน้อยแค่ไหนกับความจริงบางอย่างที่เกิดขึ้น
และเมื่อขอกันเข้ามาผมก็ไม่ขัด แต่อยากขอกลับบ้างนะครับ หากว่าชอบบทความของผมก็ช่วยอุดหนุนหนังสือสวนจตุจักร
ให้มียอดขายกับยอดโฆษณาเยอะๆ มากขึ้นไปอีก เพื่อเราจะได้มีหนังสือ
ที่ลงเรื่องของพิทบูลกันต่อไปอีกนานๆ และสิ่งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าบทความของผมได้รับการตอบรับนะครับ
ฉบับที่แล้วผมได้ให้แนวทางไปแล้วสำหรับผู้ที่เริ่มเล่นใหม่ๆ
หวังว่าจากนี้ไปคงช่วยลดข้อกังวลใจได้บ้างตามสมควร ใครที่มุ่งเรื่องการประกวดก็คงจะเดินได้ถูกทางขึ้น
คือมุ่งไปทาง สแต๊ฟฟอร์ดไปเลย เพราะมีสมาคมที่ถูกต้องตามกฎหมายรองรับอยู่แล้วไม่ค่อยน่าห่วง
สำหรับผมขออยู่ทางฝั่งพิทบูลนะครับ เพราะว่าตอนนี้ยังไม่มีสมาคมใดๆที่
ตั้งขึ้นมาอย่างชัดเจน คงเป็นประเภทชมรมเสียมากว่า ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าผมต้องการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายนะครับ
ผมอยากอนุรักษ์ พิทบูลที่เป็นต้นฉบับแบบดั่งเดิมเอาไว้บ้างเท่านั้น
พวกทางฝั่งพัฒนาเขามีเยอะแล้ว ผมขออยู่ฝั่งเลี้ยงเพื่อเป็นเพื่อนก็แล้วกัน
ไม่อย่างนั้นวันหนึ่งมันคงถูกกลืนไป เหมือนกับหลายเมืองในประเทศอเมริกาเอง
แม้เป็นประเทศต้นฉบับก็ตาม ตอนนี้ก็มั่วกันไปหมด บางรัฐก็สั่งห้ามเลี้ยงโดยคนที่ไม่เข้าใจ
และไม่มีวันที่จะเข้าใจ พวกนี้เป็นพวกปัญญาอ่อนเห็นแก่ตัวและขี้ขลาด
หวาดกลัวพิทบูลโดยไม่มีเหตุผล ผมอยากจะบอกว่าปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้น
คนทั้งนั้นเป็นผู้สร้างขึ้นมา หมามันไม่เกี่ยวเลย ควรให้ความเป็นธรรมกับมันหน่อย
อย่างเวลาที่มีปัญหาเรื่องสุนัขทำร้ายมนุษย์ อยากให้เราตรองดูดีๆ
ว่าเป็นความผิดของคน หรือความผิดของหมากันแน่ ไม่ใช่อะไรก็โยนความผิดให้หมามันหมด
ถ้าหมามันพูดได้ก็คงดี จะได้รู้กันเสียทีว่าหมามันพูดว่าอย่างไร
ความหลากหลายทางพันธุกรรมเป็นสิ่งดี
โดยเฉพาะกับพิทบูล กว่าที่พวกเขาจะมีวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
บรรพบุรุษของพวกเขาบาดเจ็บล้มตาย พิกลพิการมาก็เยอะกว่าจะถึงวันนี้
เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่จะให้ใครมากำหนดกฎเกณฑ์ลงในกระดาษแล้วพวกเราก็ก้มหน้าก้มตาเดินตามนั้นโดยมองข้ามถึงข้อเสียที่อาจจะเกิดขึ้น
สุนัขมีมาตราฐานเดียวมันไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะว่าสิ่งมีชีวิตมันมีความลึกซึ้งมากกว่านั้น
และการบรรยายด้วยตัวอักษรมันไม่มีทางที่จะบรรยายได้ลึกซึ้งเหมือนกับการได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง
และพิทบูลมันก็เหมาะสำหรับคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ผมขอเลยนะครับสำหรับพวกชอบสร้างมาตรฐานต่างๆ
โดยเฉพาะพวกนักทฤษฎีที่ดีแต่พูด แต่ไม่ค่อยลงมือทำอะไรเลย บางคนพูดมาเป็นปีแล้วแต่ยังไม่เห็นมีอะไรดีๆออกมาเสียที
เพราะฉะนั้นท่านจะทำอะไรก็ทำไปเถอะครับ แต่ขอความกรุณาอย่ามากำหนดกฎเกณฑ์บางอย่างที่ไม่เข้าท่าต่อพิทบูลเลย
ใครจะเลี้ยงหมาแบบไหนก็เรื่องของเขา ขอให้เขารักเขาดูแลมันเป็นอย่างดีและเลี้ยงอย่างมีความรับผิดชอบก็ควรจะพอใจแล้ว
อย่าไปขีดเส้นว่าลักษณะหมาแบบไหนดีแบบไหนเลวเลยครับ มันเป็นบาปเป็นกรรมแก่ตัวหมาเปล่าๆ
ใครเลี้ยงดีให้ความรักก็ควรสนับสนุนเขา ไม่ควรไปตำหนิหมาเขา กิจกรรมอื่นๆที่มันยังทำได้ดีก็ยังมีอีกเยอะ
ใครที่คิดประกวดก็ทำไปก็เอากันแค่พองาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหมาที่ประกวดไม่ได้จะไร้ค่าไปเสียทั้งหมด
หากิจกรรมอื่นเช่นการลากน้ำหนักให้เขาทำก็ยังได้ ถ้าจะจริงจังเรื่องการประกวดก็ควรไปเลี้ยงสแต๊ฟฟอร์ดจะเหมาะกว่า
และพิทบูลเป็นสุนัขที่ทรงคุณค่าได้จนทุกวันนี้ มันเกิดขึ้นได้ด้วยตัวของเขาเอง
หาใช่ตำแหน่งใดๆทางการประกวดเลย แต่พวกนักพัฒนาทั้งหลายกำลังจะทำลายพวกเขา
เหมือนกับที่ทำไปแล้วกับสุนัขหลายๆพันธ์ ตอนนี้ปัญหาเรื่องข้อสะโพกเริ่มเจอบ้างแล้วในสุนัขพันธ์สแต๊ฟฟอร์ด
แต่ยังไม่มีเจอในพิทบูล ผมก็หวังว่าคงเป็นเช่นนี้ตลอดไป
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก แต่ไม่ค่อยจะมีใครพูดถึง
สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ ตัวหนึ่งอยู่กับเจ้าของเป็นสิบปี
ใครที่คิดจะเพาะสุนัขพิทบูลขาย อยากให้ลองพิจารณากันดูดีๆ ผมว่าตลาดมันมีอยู่นิดเดียว
หากท่านเพาะออกมาแล้วขายได้ผมก็ยินดีด้วย แต่ถ้าหากเพาะออกมาแล้วขายไม่ได้ท่านจะทำอย่างไร
สำหรับพันธ์อื่นผมไม่ค่อยห่วง แต่สำหรับพิทบูลนี่มันน่าห่วง เนื่องจากสุนัขที่เลี้ยงจนโตแล้วมันเข้ากับหมาอื่นลำบาก
จะเอาไปปล่อยวัดก็คงทำไม่ได้ ถ้าใครทำแบบนั้นผมก็ขอประณามว่าเลวสุดๆ
หรือถ้าคิดจะเพาะออกมาแล้วขายทิ้งๆขว้างๆ หรือเที่ยวไล่แจกชาวบ้าน
ผมว่าอย่าทำเลยครับมันไม่ทำให้มีผลดีอะไรขึ้นมา อีกทั้งจะเป็นผลเสียแก่วงการในระยะยาว
คนที่ขายหมารวยมีไม่กี่คนหรอกครับ พูดกันตรงๆเลยโดยเฉพาะกับหมาพันธ์นี้
กรณีที่เพาะออกมาแล้วขายไม่ออก ถ้าท่านรับภาระเลี้ยงไหวผมก็ไม่ว่าอะไร
แต่ถ้าเลี้ยงไม่ไหวก่อนจะยกให้ใครผมขอความกรุณาช่วยทำหมันให้เรียบร้อยก่อน
เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการแพร่พันธ์โดยขาดการควบคุม ผมไม่อยากให้มีการออกกฎหมายใดๆ
มาทำร้ายพวกเขาอีก มันจะเดือดร้อนกันไปหมด ทั้งคนเลี้ยงดีคนเลี้ยงห่วย
ไม่อยากให้มีการออกกฎหมายมาเลือกปฏิบัติเฉพาะกับพิทบูล จากคนที่ไม่เข้าใจพิทบูล
เนื่องจากยังมีสุนัขอีกหลายพันธ์ที่อันตรายต่อคนมากกว่าพิทบูล แต่ไม่เคยมีใครไปแตะต้อง
ผมก็อยากรู้ว่าเขาใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสิน
พิทบูลมันร้ายกับหมาด้วยกัน แต่กับคนผมว่ามันดีกว่าหมาหลายๆพันธ์ที่อนุญาตินำเข้าเสรีเสียอีก
พวกที่น่าตำหนิมากที่สุดก็คือพวกที่ชอบเอาพิทบูลไปไล่กัดหมาข้างถนน
และผมขอแสดงความยินดีกับท่านที่รักร๊อตไวเลอร์นะครับ ที่หลุดจากบัญชีอัปยศแล้ว
แต่พิทบูลหมาในดวงใจผมไม่รู้ว่าจะมีวาสนาหรือไม่ แบบนี้ไม่รู้จะเรียกว่าเลือกปฏิบัติได้หรือเปล่า
อย่างไรก็ตามผมยินดีให้มาพิสูจน์หมาที่ผมเลี้ยงไว้ได้ทุกตัว โดยเฉพาะเจ้าแค็ช
อยากให้มาดูว่าหมานิ่งๆ ของจริงมันเป็นอย่างไร ผมยินดีให้พิสูจน์ความนิ่งต่อคนและเด็กๆเปรียบเทียบทุกสายพันธ์ที่ว่าไม่ป็นอันตราย
สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจมากสำหรับพิทบูลก็คือ ถ้าเป็นหมาสายเลือดดีมีการผสมพันธ์อย่างถูกต้อง
ผมยืนยันเลยว่ามันไม่ทางเป็นอัตรายต่อเด็กๆ เพราะพิทบูลทนความเจ็บปวดได้สูง
มันจึงทนต่อเด็กๆได้ดี ขนาดเด็กล้มทับหรือเหยียบหางมันยังเฉยๆเลย
แต่ถ้าเป็นพันธ์อื่นไม่รู้ว่าจะทนได้หรือเปล่า ใครไม่เชื่อลองเหยียบหางหมาที่คุณว่าดีๆไว้ใจได้ให้ดูหน่อย
หรือถ้าจะให้ชัวร์ควรลองกับพันธ์ที่ตัวใหญ่ๆ เช่นพวกโกลเด้น หรือฟิล่าดู
ได้ผลลัพท์อย่างไรอย่าลืมเอามาเล่าให้ฟังหน่อยครับ
ผมอยากเล่าย้อนไปถึงตอนที่ผมยังเป็นวัยรุ่น
ผมคิดว่าความใฝ่ฝันของผมก็คงจะเหมือนกับน้องๆหลายๆคนหรือแม้กระทั้งท่านผู้อ่านหลายๆท่านในตอนนี้
คือการหารายได้พิเศษจากการเพาะหมาขาย เพราะตอนที่เราไปซื้อมาก็จ่ายหลายเงินเหมือนกัน
เลยคิดจะเอาทุนคืน และคิดว่าเป็นการหารายได้พิเศษ ผมคิดว่าจะขายได้
แต่ไม่เคยคิดว่าจะขายไม่ได้ ผมยังจำได้ดีตอนที่เพาะออกมาแล้วขายไม่ออกในที่สุดต้องขายเหมาให้พ่อค้าที่สวนจตุจักรไปราคาไม่กี่บาท
อย่าห่วงเรื่องกำไรหรือรายได้เลย เอาแค่ไม่ขาดทุนก็บุญแล้ว หลังจากขายไปแล้วก็ต้องทนทรมานนอนไม่หลับไปอีกหลายเดือน
ด้วยความคิดถึงพวกมัน มันเป็นภาพติดตาที่ยังตามหลอกหลอนผมมาจนทุกวันนี้
อยากให้ลองจินตนาการตามนะครับ
ลูกสุนัขอายุสองสามเดือนกำลังน่ารัก
ยิ่งเลี้ยงยิ่งผูกพันธ์ เราอุตส่าห์ทะนุบำรุงดูแลมันอย่างดี คนซื้อเป็นใครก็ไม่รู้มาถึงก็จับยัดเข้ากรงแล้วขับรถออกไปอย่างไม่ใยดี
ไม่มีอาการใดที่แสดงให้เห็นถึงความเมตตาต่อพวกเขาเลย จากนั้นพวกเขาต้องเขาไปนอนรอในกรงที่ไหนก็ไม่รู้รอให้คนเขามาเลือก
คิดดูเอาเองนะครับว่ามันทรมานจิตใจพวกเขาแค่ไหน จากที่เคยกินอยู่หลับนอนกันอย่างสบาย
มีแม่คอยดูแลไม่เคยห่าง ถูกกดราคาก็ไม่ว่าแต่น่าจะนุ่มนวลกับเขาหน่อยก็ยังดี
สู้คนที่มาซื้อไปเลี้ยงไม่ได้ ขายให้แล้วสบายใจกว่า อาจจะมีคิดถึงบ้างแต่ไม่ทรมานจิตใจเท่าขายให้พ่อค้าหมา
เพราะบางคนแสดงให้เห็นว่าเขารักมันจริงๆ ว่างไม่ได้เป็นแวะเวียนมานั่งลูบคลำเล่นแทบทุกวัน
แพงเท่าไรก็สู้ เราก็พลอยเบาใจไปเยอะ การขายยกครอกในคราวนั้นผมสงสารแม่หมาอย่างจับใจ
และยังรู้สึกผิดมาจนทุกวันนี้ มันจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิตผม
ผมจำได้อย่างติดตาแม่หมามันเฝ้าดูแลลูกมันอย่างดี
ด้วยสัญชาติญาณความเป็นแม่ คงไม่ต้องเอาไปเทียบกับพวกพ่อแม่ใจต่ำเลวทรามที่ทิ้งลูกตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์นะครับ
เพราะจิตใจมันประเสริฐกว่าเยอะ วันหนึ่งลูกมันหายไปหมดวิ่งหาทั่วบ้านก็ไม่เจอ
เล่นเอาซึมไม่กินข้าวกินปลาไปหลายวัน ใครที่ต่อมน้ำตาตื้นก่อนจะเพาะหมาขายอยากให้ลองคิดเรื่องนี้ดูดีๆก่อนนะครับ
ส่วนใครที่อ่านแล้วเฉยๆ แสดงว่าท่านใจแข็งใช้ได้เลย
อีกอย่างที่ผมเคยคิดว่าสำคัญมากในการเลี้ยงสุนัข
คืออยากจะมีสุนัขสวยๆระดับแชมป์ไว้เลี้ยงสักตัว ผมคิดว่าสิ่งที่ถือว่าเป็นสุดยอดของการเลี้ยงสุนัขก็คือการได้เป็นเจ้าของสุนัขระดับแชมเปี้ยนที่สามารถชนะการประกวดรายการใหญ่ๆได้
และการมีถ้วยมาประดับตู้โชว์ในบ้านให้มากที่สุด เพื่อเป็นการการันตีถึงคุณภาพของสุนัขที่ผมมีอยู่
และสิ่งนี้จะทำให้ผมได้รับการยอมรับจากสังคมคนเลี้ยงสุนัขด้วยกัน
ผมพยายามเสาะหาสุนัขตัวใหม่ที่ผมคิดว่าสุดยอดเข้ามาในบ้านอยู่เรื่อยๆ
ความคิดที่ว่านี้มันฝังอยู่ในหัวผม จนกระทั่งวันหนึ่งผมได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ
แน่นอนครับ ผมคิดว่าผู้อ่านคงเดาออกว่า วันหนึ่งที่ผมต้องเดินทางกับเมืองไทย
สิ่งหนึ่งที่ผมต้องนำกับมาด้วยนอกจากประกาศนียบัตรในวิชาสาขาที่ผมไปเรียนมันคืออะไร
ใช่แล้วครับผมต้องนำสุนัขพันธ์ต่างประเทศพันธ์ที่ผมชอบกลับมาด้วยอย่างแน่นอน
แต่จากการใช้ชีวิตในต่างแดนเกือบห้าปี
ค่านิยมดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อาจจะเป็นเพราะวัยที่มากขึ้น
และการได้เห็นอะไรใหม่ๆ จากการใช้ชีวิตในต่างแดน ผมเห็นคนเลี้ยงสุนัขในรูปแบบต่างๆมากขึ้นผมเริ่มค้นพบว่าสำหรับตัวผมเองแล้วค่านิยมเช่นนั้นของผมมันช่างไร้สาระสิ้นดี
ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมกำลังยึดติดกับสิ่งที่ไม่ใช่สาระสำคัญของการเลี้ยงสุนัขเอาเสียเลย
ผมถามตัวเองว่าคนเราเลี้ยงสุนัขเพื่ออะไร คำตอบที่ผมมีให้กับตัวเองและเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดก็คือผมเลี้ยงสุนัขเพราะว่าผมชอบ
ผมเป็นคนชอบการเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่เด็กๆ โดยเฉพาะสุนัข เพราะเมื่อสมัยก่อน
บ้านผมมีอาชีพทำเหมืองพลอย และที่เหมืองพลอยนี้เอง ผมเลี้ยงสุนัขทีละเป็นฝูง
หน้าที่ๆพวกมันมีคือเอาไว้เฝ้าเหมือง เพราะว่าเหมืองพลอยมันอยู่ในป่าตามชายแดนห่างไกลความเจริญ
สิ่งที่จะช่วยเป็นยามคอยระวังภัยและป้องกันอันตรายจากผู้บุกรุกได้ดีที่สุดนอกจากปืนก็คือสุนัข
สุนัขที่ผมเลี้ยงในตอนนั้นเป็นสุนัขพันธ์ไทยทั้งมีอานและไม่มีอานปนกันไปประมาณเกือบ
20 ตัว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้ขึ้นใจจนถึงทุกวันนี้ก็คือ ผมจำชื่อสุนัขของผมได้หมดทุกตัว
และทุกครั้งที่มีลูกสุนัขเกิดใหม่ ผมก็จะเป็นคนตั้งชื่อให้พวกมันเอง
เวลาที่ผมเข้าไปเดินเล่นในป่า ผมไม่เคยกลัวอะไรเลย เพราะว่าผมมีสุนัขติดตามผมไปเป็นฝูง
พอพวกมันเจออะไรทีก็เห่าจนป่าแทบแตก
แต่การที่เราอาศัยอยู่ในเมืองแล้วเลี้ยงสุนัขหลายๆตัวมันคงจะไม่เหมาะเท่าไร
แล้ววันหนึ่งค่านิยมการเลี้ยงสุนัขผมก็เปลี่ยนไปตอนที่ผมเข้ามาเรียนหนังสือในตัวเมือง
ผมเจอสุนัขพันธ์ต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจมากที่สุดก็คือขนาดร่างกายที่ใหญ่โตของมัน
แน่นอนครับหลังจากรบเร้าอ้อนวอน ในที่สุดผมก็ได้เป็นเจ้าของสุนัขพันธ์นั้น
ผมภูมิใจมากครับที่สุนัขของผมตัวใหญ่กว่าใครๆในละแวกนั้น ผมพาสุนัขไปเดินเล่น
ผู้คนตื่นเต้นและให้ความสนใจสุนัขของผมกันมาก ผมรู้สึกมีความสุขเหลือเกิน
แต่ลึกๆแล้วใครจะรู้บ้างว่า สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียหน้ามาก ก็คือเจ้าหมายักษ์ตัวนั้น
มันช่างตาขาวซะจริงๆ ตัวใหญ่แต่ใจปลาซิว และมักจะถูกหมาไทยไล่กัดหางจุกตูดวิ่งเข้าบ้านแทบทุกที
แต่ผมก็ยังรักและภูมิใจในตัวมัน เนื่องจากในละแวกนั้นไม่มีใครมีสุนัขแบบผม
และจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งของผมก็คือ การได้มีโอกาสไปชมการประกวดสุนัข
และที่งานนี้เอง ผมได้เห็นสุนัขพันธ์แปลกๆอีกหลายพันธ์ และสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดในวันงานที่ผมมักจะได้ยินผู้คนถามถึงกันมากที่สุดตอนที่เขาตกลงจะซื้อลูกสุนัขก็คือ
ใบเพ็ดดีกรี ในวันงานผมเห็นพ่อพันธ์สุนัข สวยๆ ตัวใหญ่กว่าที่ผมมีเสียอีก
ที่สำคัญมันเป็นแชมเปี้ยนมาจากต่างประเทศเสียด้วย มีใบประกาศรับรองมายืนยันอีกด้วย
ผมตื่นเต้นมาก นาทีนั้นความคิดวูบหนึ่งที่แวบเข้ามาในหัวของผมเลยคือ
ผมต้องเป็นเจ้าของสุนัขแบบนี้ให้ได้
จากนั้นเป็นต้นมาผมมักจะมีสุนัขตัวใหม่เข้ามาในบ้านอยู่เรื่อยๆ
และก็แน่นอนเมื่อมีตัวใหม่เข้ามาตัวเก่าก็มักจะกลายเป็นหมาหัวเน่า
และมีหลายๆตัวที่ผมยกให้คนอื่นเอาไปเลี้ยง โดยที่ไม่เคยติดตามอีกเลยว่ามันไปอยู่ดีมีสุขอย่างไรหรือไม่
ผมยังรู้สึกผิดมาจนทุกวันนี้ ใช่แล้วครับผมเป็นคนเลี้ยงหมาตามแฟชั่น
วันเวลาผ่านไปหลายปี ผมผ่านการเลี้ยงสุนัขมาแล้วหลายยุคหลายสายพันธ์
จนในที่สุดวันนี้ผมได้มาพบกับสุนัขในฝันที่ ช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดในช่วงวัยเด็ก
ประกอบกับวัยวุฒิและคุณวุฒิที่เพิ่มมากขึ้น มุมมองผมเริ่มแตกต่างไป
ผมหลงไหลกับร่างกายที่บึกบึนแข็งแรง สง่างาม มีความกล้าหาญ ที่สำคัญมันมีความสามารถในการต่อสู้ที่เป็นเลิศยากที่จะหาใครมาต่อกร
สิ่งนี้ท่านที่ติดตามบทความผมมานานก็คงรู้ว่า นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำไมผมถึงชอบเลี้ยงสุนัขพิทบูล
ยังไม่จบแค่นี้นะครับ
สิ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญและเป็นจุดเปลี่ยนแนวทางการเลี้ยงสุนัขของผมเลยก็คือ
การเลี้ยงสุนัขของ อเมริกันชน ผมอาจจะไม่ชอบฝรั่งในหลายๆเรื่อง แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่ผมว่ามันเป็นสิ่งดีที่ผมว่าน่าจะทำตาม
โดยเฉพาะการเลี้ยงสุนัขไว้เป็นเพื่อน สิ่งนี้ที่อเมริกันชนส่วนใหญ่ทำได้ดีมาก
คือเขาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนจริงๆ ดูแลเสมือนหนึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัว
และเลี้ยงอย่างมีความรับผิดชอบ อาจจะเป็นเพราะระบบสังคมของอเมริกันที่เป็นครอบครัวเดี่ยวครอบครัวเล็กๆ
แค่พ่อแม่ลูกไม่เป็นครอบครัวรวมครอบครัวใหญ่เหมือนกับคนไทย ที่อยู่กันอย่างพร้อมหน้า
ครอบครัวของอเมริกันสมาชิกในบ้านอาจจะมีแค่ สองถึงสามคนและสุนัขอีกหนึ่งตัว
หรือบางคนอาจจะอยู่คนเดียวเลยก็มี การมีสุนัขเป็นเพื่อนก็สามารถทำให้หายเหงาได้บ้างตามสมควร
แต่การเลี้ยงหมาของเขาแตกต่างจากเรา อาจจะเป็นเพราะว่ากฎระเบียบและกฎหมายเอื้ออำนวยด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้
เขาจะเลี้ยงสุนัขแค่ทีละตัว แต่สุนัขที่คนอเมริกันเลี้ยงส่วนมากจะทำหมันแล้ว
ผมจึงอยากให้เห็นความสำคัญของการทำหมันสุนัข เพราะการทำหมันสุนัขก็มีข้อดีมีประโยชน์หลายประการ
โดยเฉพาะกับสุนัขเพศเมียเพราะช่วยป้องกันซีสที่เต้านมที่เป็นสาเหตุของมะเร็งได้
และที่สำคัญเสียภาษีในอัตราที่ถูกกว่าสุนัขที่ยังไม่ทำหมันเยอะ เขาจะเลี้ยงกันไปจนตาย
แล้วค่อยหาตัวใหม่มาทดแทน
ผมเองก็อยากจะทำเช่นนั้นเหมือนกัน คือการเลี้ยงทีละตัว เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติ
ที่มีอยู่ในตัวมันได้อย่างเต็มที่ ประโยชน์ของการเลี้ยงสุนัขตัวเดียวก็คือ
เรามีเวลาดูแลเขาได้อย่างเต็มที่ สามารถสั่งสอนอบรมให้เขาปฏิบัติตามคำสั่งเราได้อย่างเคร่งครัด
ใครที่เลี้ยงพิทบูลอยู่ก็คงจะรู้นะครับว่าการเลี้ยงพิทบูลแค่ตัวเดียว
และมีเวลาทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับเขา คงจะรู้ว่ามันมีความยอดเยี่ยมขนาดไหน
แต่มาติดขัดที่หมาพันธ์นี้สายเลือดดีๆที่ถูกใจในเมืองไทยหาซื้อยาก
เลยต้องเพาะเองเอาไว้บ้างเพื่อรักษาสายเลือดสุนัขแบบที่ผมชอบเอาไว้
แต่การเลี้ยงหลายตัวทุกวันนี้เลยปวดหัวจะไปไหนก็ไปไม่ได้ เพราะห่วงหมา
ถ้าเลี้ยงตัวเดียวแบบเมื่อก่อนก็คงพาไปด้วยเลย สนุกดีด้วยไม่เหงาแถมมีบอดี้การ์ดส่วนตัวตลอดเวลา
เป็นอย่างไรบ้างครับท่านผู้อ่าน กับบทความตอนนี้ของผม หากมีข้อแนะนำดีๆอะไรก็ช่วยแนะนำกันเข้ามา
จะทางจดหมายและทางอีเมล์ตามที่เคยบอกไปในฉบับที่แล้ว หรือถ้าจะสะดวกใช้โทรศัพท์ก็ได้
หมายเลขมือถือผม 01 648 3698 แต่ขอเป็นหลังหกโมงเย็นหรือวันเสาร์อาทิตย์ก็แล้วกันนะครับ
ส่วนอีกเบอร์ คือ 01 499 4388 เบอร์นี้โทรได้ตลอดเวลา เป็นเบอร์ของเลขาส่วนตัวตลอดชีวิตของผมเองครับ
|