พิทบูลแคมปิ้ง ครั้งที่ 1


คณะทัวร์ชุดแรกของเรา
ใครเป็นใครก็ดูเอาเองนะครับ คุ้นๆกันทั้งนั้น

ก็ผ่านพ้นไปอีกงานหนึ่งครับ กับกิจกรรมของพวกเราชาวพิทบูล จากจุดแรกที่ต้องการเพียงหาที่ทานข้าวร่วมกัน และปรึกษากันถึงทิศทางของชมรมเรา แต่มีบางท่านเสนอขึ้นมาว่าใหนๆก็จะเจอกันแล้ว อยากให้มันพิเศษหน่อย ทำไมพวกเราไม่หาสถานที่ ที่ใดที่หนึ่ง ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนักเพื่อเป็นสถานที่จัดประชุมกัน และถือเอาโอกาสนี้เป็นการผักผ่อนไปในตัวด้วย ก็เลยกลายออกมาเป็นงานสัมมนาและแคมปิ้งอย่างที่เห็น


เราตั้งขบวนออกเดินทางกันประมาณ 9.00 น.
เหตุที่การจัดงานนี้ไม่ตรงกับเสาร์อาทิตย์ก็เพราะว่า เรารู้ตัวกันล่วงหน้าแค่ประมาณหนึ่งอาทิตย์เอง หลังที่ประชุมมีมิติ ว่าไปนอกสถานที่ ก็เลยกะว่าจะไปกันในกลุ่มเล็กๆก่อน เพราะว่าหากเราจัดในวันเสาร์อาทิตย์ และมีคนสนใจไปด้วยมากเราอาจจะเตรียมตัวกันไม่ทัน ก็เลยถือเอางานนี้ว่าเป็นแค่การทดลองทำดูก่อน เพื่อหาประสบการณ์ อยากรู้ว่ากิจกรรมในเชิงท่องเที่ยวแบบแคมปิ้ง โดยเอาสุนัขไปด้วยนี่มันจะเป็นอย่างไร
ก่อนที่จะถึงวันเดินทางก็กลัวเหมือนกันว่า การไปครั้งนี้จะไม่สนุกเท่าที่ควร เพราะว่าไปกันแค่กลุ่มเล็กๆ และมีเวลาเตรียมงานน้อยมาก ไม่มีเวลาไปสำรวจสถานที่เลย ไม่รู้ว่าจะนอนกันอย่างไร กิจกรรมที่ต้องทำจะเริ่มด้วยอะไรบ้าง และเจ้าแสบทั้งหลายที่บรรดาสมาชิกพาไป มันจะสร้างความวุ่นวายแค่ใหน แต่ปรากฎว่าผิดคาดครับ ทุกคนที่ไปบอกว่างานนี้สนุกมาก อยากจัดแบบนี้อีก อยากได้ปีละหลายๆครั้ง และขอเป็นวันเสาร์อาทิตย์ แต่ครั้งหน้ามีคนเสนอมาแล้วว่าอยากไปทะเล แถมมีบางคนบอกว่ายุบกิจกรรมลากน้ำหนัก แล้วเอามาเพิ่มที่ส่วนนี้ดีกว่า

สถานที่ ที่พวกเราไปพักจริงๆคือ
บ้านสวนวนาภรณ์ แถวนั้นเขาเรียกกันว่าวังน้ำเขียว
อยู่ที่รอยต่อระหว่างจังหวัด ปราจีนบุรีกับนครราชสีมา


ด้านหลังที่เห็น เป็นเต้นที่พักของพวกเรา มีเตรียมไว้ถึงสองแบบ
ใครอยากสบายจะนอนในบ้านก็ได้ หรือใครอยากได้บรรยากาศก็นอนในเต้น
แต่สุดท้านสรุปว่าเป็นอย่างไร ผมไม่บอกนะครับอยากให้สอบถามกันเอาเอง
แต่ขอบอกว่างานนี้มีเรื่องเล่ากันไปอีกเป็นปีครับ

การเตรียมงานในครั้งนี้ พวกเราแทบไม่ได้ทำอะไรเลย ส่วนมากจะใช้การคุยกันทางโทรศัพท์ เพราะเรื่องสถานที่เราได้รับความอนุเคราะห์จากพี่ยีเป็นคนติดต่อให้ เป็นรีสอร์ทส่วนตัว ชื่อบ้านสวนวนาภรณ์ สถานที่ตกแต่งไว่สวยงามมาก ไม่ไกลด้วย เครื่องอำนวยความสดวกก็ครบ ก็ต้องขอฝากขอบคุณเจ้าของสถานที่มาในบทความนี้ด้วยครับ ฉนั้นเรื่องสถานที่ก็เลยไม่ค่อยห่วง และการท่องเที่ยวแบบแคมปิ้ง มันไม่ค่อยยุ่งยาก การกินอยู่ต้องยึดหลักง่ายๆเอาไว้ก่อน นอนก็นอนในเต้นท์มันถึงจะเข้ากับบรรยากาศ อาหารการกินก็ควรเป็นพวกปิ้งๆย่างๆ หรืออะไรก็ได้ที่เอาน้ำร้อนใส่ปิดฝาสามนาทีแล้วกินเลย รอบดึกก็ได้โจ๊กกระป๋อง กับบะหมี่กระปํอง ตอนเช้าก็ต้มน้ำร้อนกับกาแฟซอง มีเตรียมหมูไก่ไปย่างสำหรับอาหารเย็นบ้าง เพื่อเพิ่มบรรยากาศ แค่อาหารประเภทนี้ก็อยู่ได้อย่างสบายแล้วครับ งานนี้เรายุ่งกันจริงๆก็แค่วันก่อนการเดินทางหนึ่งวัน ที่ต้องไปช๊อปปิ่ง เสบียง และสิ่งของที่ต้องเตรียมไป แค่นั้นเองครับ วันที่ไปซื้อของก็มีผม พี่ยี่ น้องแชมป์ น้องดาวไปซื้อกัน แล้วเอาใส่ท้ายรถเตรียมไว้แค่นั้นเองครับ

ผมชักเห็นด้วยเลยนะครับ กับกิจกรรมประเภทนี้ มีอะไรก็ช่วยๆกัน แต่ส่วนมากจะเป็นการทำตามโปรแกรมที่วางไว้ และเน้นการดูแลตัวเองเป็นหลัก ไม่ต้องใช้คนมากด้วย ผิดกับกิจกรรมประเภทอื่น เช่น การจัดประกวด หรือการแข่งลากน้ำหนัก ที่ต้อง ใช้เวลาเตรียมงานมาก อีกทั้งต้องใช้กำลังคนเยอะ ทั้งกรรมการ และทีมงาน ที่ต้องใช้คนเยอะเพราะต้องเตรียมอุปกรณ์ เตรียมสถานที่ เลิกงานแล้วก็ต้องเก็บ ต้องขนกันอีก


คนนี้ละครับ เป็นขวัญใจเพื่อนๆ มีเรื่องให้อำ ได้ตลอด แถมยังตกเป็นจำเลย ถูกเพื่อนๆกล่าวหาทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด โดยที่ฆาตรกรตัวจริงยังลอยนวล อยากรู้เบื้องหลังก็สอบถามกันเอาเองนะครับ
การเดินทางของพวกเรา เรานัดกันรวมตัวกันตอนเช้าที่ 7.00 น. งานนี้ต้องปรบมือให้คุณรุ่งโรจน์ครับ ที่มาทันตามเวลา คนนี้เป็นขวัญใจของการทัวร์ครั้งนี้ครับ ทำหน้าที่หลายตำแหน่ง ด้วยความที่เคยเป็นอดีตลูกเสือเก่า มีความสามารถพิเศษ ที่จำเป็นหลายอย่างในการอยู่ในป่า สิ่งที่เจ้าตัวภาคภูมิใจมากก็คือ สามารถก่อไปย่างหมูได้ ฮ่า ฮ่า พ่วงด้วยการเป็นครูฝึกเจ้าทาโร่ สุนัขของคุณวีด้วย ขนาดตอนกลางคืนถูกเขารุมเผา แบบสามรุมหนึ่งมาแล้ว แต่ตอนเช้ายังตื่นขึ้นมาพาหมาเขาไปเดินเล่น ไปอ฿ไปฉี่ให้ด้วย ไม่รู้ว่าแอบเอาไปซ้อมแก้แค้นหรือเปล่า เพราะเห็นกลับมาเจ้าทาโร่มันซึมไปเยอะ และว่าง่ายขึ้นด้วย ส่วนท่านอื่นๆก็ทยอยกันมาเรื่อยๆ จนครบ แต่ที่ผิดคาดก็คือคนที่มาหลังสุด อันนี้ผมไม่บอกนะครับว่าใคร ให้เดาเอาเอง และในที่สุดขบวนของเราก็ ออกเดินทางกันที่ 9.00 น
 
อ่านต่อ >>>