ผมตั้งใจไว้ว่าจะใช้บันทึกนี้เป็นพื้นที่รวบรวม เหตุการณ์ เรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆ
ที่เจอในชีวิตประจำวัน และจะใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาช่วยวิเคราะห์ แล้วนำเสนอแง่มุม
ที่น่าสนใจ ผ่านบันทึกอันนี้ ผมรู้ว่า ในช่วงเวลาการดำเนินชีวิตของคนทุกคน
จะมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย และพบกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆอยู่ตลอดเวลา
เหตุการณ์ หลายๆ เหตุการณ์ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง
หากเรามีการรวบรวมและนำเหตุการณ์เหล่านั้น มาบันทึกไว้ มันก็เหมือนเราแต่งตำราขึ้นมาเอง
เมื่อนานๆไป เรามาลองอ่านทบทวนดู ก็จะรู้ว่าตำราเล่มนี้เป็นตำราที่เราไม่สามารถหาอ่านได้จากที่ใหน
และผมยังมีความตั้งใจอีกอย่างว่าจะใช้มันเป็นพื้นที่ ที่ผมจะใช้เขียนทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมอยากจะเขียน
อยากจะระบาย รวมถึงการนำเสนอแง่คิด มุมมอง ของผมเองที่คาดว่าน่าจะเป็นประโยชน์
และสร้างสรรค์ ผมรู้ตัวผมดีว่าผมไม่ใช่นักวิชาการ ผมเขียนทุกอย่างขึ้นมาจากประสบการณ์และเหตัการณ์รอบๆ
ตัว โดยอาศัยความรู้จากการอ่านบ้าง จากประสบการณ์จริงบ้าง และจากการได้รู้ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ
ในขณะที่ผมได้ใช้ชีวิต อยู่ในต่างแดน แต่ผมเริ่มมารู้สึกว่า บันทึกของผมในช่วงหลังๆ
เต็มไปด้วยเรื่องไร้สาระ ขาดหลักการณ์ ไม่มีจุดยืนเลย ผมลองมาอ่านทบทวนดู
บันทึกที่ผ่านๆมา และเห็นว่าผมไปให้ความสำคัญกับประเด็นไร้สาระบางประเด็นมากจนเกินไป
ทำให้บันทึกของผมอันนี้ด้อยค่าลงไปมากเลย ผมตั้งใจว่า ต่อไปนี้ ผมจะพยายามเขียน
บันทึกนี้ ในเชิงสร้างสรรค์ และใช้การวิเคราะห์ ให้มากขึ้น เหมือนดังที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก
และจะพยายามข้ามประเด็นไร้สาระให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผมได้วิธีการคิดนี้มาเมื่อตอนที่ผมศึกษาอยู่ที่ต่างประเทศครับ เมื่อตอนที่ผมศึกษาอยู่ที่นั่นใหม่ๆ
ผมมีความรู้สึกว่า อาจารย์ที่เมื่องนอกนี่ทำไม ถึงไมยอมสอนอะไรผมเลย
เจอกันทีไร ก็ให้แต่แนวทาง ที่เหลือไปค้นหาเอาเอง เจอปัญหาก็วิเคราะห์และแก้เอง
ผมยังเคยคิดว่า ถ้าเป็นแบบนี้ใครก็เป็นอาจารย์ได้ เพราะว่าผมเคยชินกับการเรียนการสอนแบบไทยๆ
ที่อาจารย์จะเป็นคนบอกทุกอย่าง และอาจารย์จะถูกเสมอ ห้ามเถียง แต่อาจารย์ที่เมืองนอกเถียงได้
เช่นผมเคยเถียงกับอาจารย์ เรื่อง วิธีการทำงานในแบบ ญี่ปุ่น เพราะว่าสิ่งที่อาจารย์บอก
ผ่านมาจาก บทความที่อาจารย์นำมาให้อ่าน ประกอบการสอน กับที่ผมเจออยู่จริงจากการทำงานมันไม่ตรงกัน
และทฤษฎีที่อาจารย์บอกมันเป็นเรื่องที่ล้าสมัยแล้ว หลังจากที่อาจารย์ฟังผมอธิบายแล้วอาจารย์ก็ยอมรับว่า
เป็นความรู้ใหม่และยังขอบคุณที่เราช่วยชี้แนะ และวิธีการสอนแบบนี้นี้จะทำให้แนวความคิดเราพัฒนาขึ้น
ไม่ยึดตึดกับสิ่งใดมากจนเกินไป เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ มีพัฒนาการอยู่ตลอด
การเรียนการสอนแบบนี้จะช่วยสร้างวิธีการคิดแบบใหม่ๆ ถ้าเป็นในเมืองไทย
ไม่แน่ ผมอาจจะเจอดองเค็มแล้ว ก็ได้โทษฐานที่ทำให้อาจารย์เสียหน้า แต่ผมมาเข้าใจวิธีการสอนแบบนี้
ว่ามีประโยชน์ เป็นอย่างมาก ก็ตอนที่ผมทำงาน เพราะในชีวิตของคนทำงาน
เราต้องเจอกับปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดจากพัฒนาการของโลก และปัญหาเหล่านี้ไม่มีสอนอยู่ในตำรา
เป็นปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เหตุการณืสมมุติที่ใช้ในห้องเรียน
และปัญหาทุกอย่างนี้ เราต้องเป็นคนแก้ด้วยตัวเอง ไม่มีอาจารย์ที่ใหนคอยตามมาแก้ปัญหาให้
ผมลองนึกย้อนถึงเมื่อตอนที่ผมเริ่มเรียน ภาษาอังกฤษใหม่ๆ และวิชาภาษาอังกฤษก็เป็นวิชาที่ผมเกลียดมากที่สุด
เพราะว่าวันแรกที่เรียนผมก็โดนตีเสียแล้วโทษฐานที่ท่อง A ถึง Z ไม่ได้
อาจารย์จะใช้วิธีการบังคับขู่เข็ญให้ผมเรียน ให้ผมท่องคำศัพท์ ท่องไม่ได้ก็โดนตี
ตอบผิดก็โดนตี ทำให้ไม่มีความรู้สึกสนุกที่จะเรียน ผมกล้าพูดได้เลยว่า
ตั้งแต่เริ่มเรียนจนจบปริญญาตรี ผมไม่เคยสอบผ่านวิชาภาษาอังกฤษภายในการสอบครั้งเดียวได้เลย
ในช่วงเวลาที่เรียนปริญญาตรี เฉพาะวิชาภาษาอังกฤษวิชาเดียว ผมใช้เวลามากกว่า
4-5 ครั้ง กว่าจะสอบผ่าน ผมเริ่มมาศึกษา วิชาภาษาอังกฤษอย่างจริงจังด้วยตนเอง
โดยการอ่านหนังสือ หลักภาษาอังกฤษ ของอาจารย์ สำราญ คำยิ่ง ซึ่งผมถือว่าเป็นอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ของผม
และกำลังใจทั้งหมดผมได้จากหนังสือเล่มนี้ครับ และผมเริ่มศึกษาหลังจากที่ผมเรียนจบแล้ว
ในขณะที่ผมทำงานไปได้ระยะหนึ่ง อันนี้ผมขอเป็นกำลังใจให้กับ ผู้ที่กำลังท้อถอยกับชีวิต
หรือท่านที่มีปัญหาเรื่องภาษา ไม่รู้ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ว่า ภาษาอังกฤษผมแย่ขนาดที่ว่า
ผมเรียนจบปริญญาตรีแล้ว แต่ไม่สามารถสอนการบ้าน วิชาภาษาอังกฤษ ให้กับหลานที่เรียนอยู่
ม, 1 ได้
ผมอ่านหนังสือเล่มนั้นโดยบังเอิญ จากบ้านน้องคนหนึ่งที่กำลังเตรียมตัวสอบ
อ่านแล้วคิดตามเกิดความรู้สึกว่ายิ่งอ่านยิ่งสนุก ก็เลยไปซื้อมาอ่าน
ทีเดียวสองเล่มเลย เล่มหนึ่งเอาไว้ที่ทำงาน อีกเล่มเอาไว้ที่บ้าน ว่างเมื่อไรก็สามารถหยิบมาอ่านได้ทันที
ค่อยๆอ่านไปเรื่อยๆทำให้ผมเริ่มมีพื้นฐาน และรู้จักโครงสร้างของมันดีขึ้น
ส่วนการพูด ถ้าผมยังใช้วิธีการเดิมๆ แบบที่เรียนอยู่ในห้องเรียน ผมว่าชาตินี้ทั้งชาติ
ผมก็ไม่มีทางที่จะคุยกับฝรั่งได้รู้เรื่องแน่ ผมใช้วิธีนี้ครับ ซึ่งผมคิดขึ้นมาเอง
ใครจะใช้ตามก็ไม่ผิดกติกา ได้ผลอย่างไร ก็ช่วยเล่าให้ฟังบ้างนะครับ ผมว่าที่เราพูดไม่ได้
ไม่ใช่ว่าเราโง่เลยครับ แต่เป็นเพราะว่าเราไม่ค่อยได้ใช้ ทำให้นึกคำศัพท์ได้ช้า
ผมใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที ก่อนนอนแค่นั้นเองครับ คือในตอนเริ่มต้นผมจะพยายาม
นึกทุกอย่างที่อยู่ในห้องนอนผม เป็นภาษาอังกฤษครับ เช่นในห้องนอนผมมีอะไรบ้าง
แรกๆ ก็ยากเพราะนึกไม่ออก เพราะเราไม่ค่อยได้ใช้ แต่ผมเชื่อว่าศัพท์พวกนี้เรารู้อยู่แล้ว
และพยายามนึกออกมาให้เป็นประโยค เช่นว่า
" ขณะนี้ผมกำลังจะเข้านอน ในห้องนอนอันแสนอบอุ่นของผม ห้องนอนของผมมีสิ่งของหลายอย่างดังต่อไปนี้
เมื่อผมก้าวเท้าเข้ามาในห้อง ก็เจอ ทีวี เป็นสิ่งแรก จาก ทีวี ก็เป็นโต๊ะ
เตียง สมุด หนังสือ และรวมถึงหนังสือ การ์ตูนผู้ใหญ่อีก 2 - 3 เล่ม ที่ซ่อนไว้ใต้เตียง
....."
นึกไปเรื่อยๆ ครับ พยายามบอกให้ละเอียดที่สุด ถึงสถานภาพที่มันเป็นอยู่
สีขนาด ตำแหน่ง มันจะทำให้เราจำศัพท์ได้เม่น มากขึ้น และไวขึ้น พอหมดจากในห้องนอนก็ออกมานอกห้อง
จนผมสามารถบอกได้หมดว่าของในบ้าน ผมมีอะไรบ้างเป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นทุกก่อนนอนผมจะนึกถึงเรื่องราวในแต่ละวันว่าผมทำอะไรไปบ้าง
ลองทำดูนะครับ แค่เดือนเดียว คนจะรู้สึกเลยว่า คุณสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้น
ลองดูนะครับ ไม่ง่าย และก็ไม่ยาก จนเกินไป ปัญหาที่ผมพบก็คือ ที่เราพูดไม่ได้
ก็เพราะว่าเรารู้คำศัพท์อยู่แล้ว แต่เวลาจะใช้ดันนึกไม่ออก และต้องคอยแปล
กลับไปกลับมาระหว่าง ไทยกับอังกฤษ ทำให้ช้าครับ
ผมว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเลย ที่ยังมีปัญหาคาใจ ที่ต้องการรู้คำตอบ ถึงความแตกต่าง
ระหว่างสุนัข อเมริกัน พิทบูล กับสุนัข สแตฟฟอร์ด ชายน์ เทอเรียร์ มีบางท่านเหมือนกัน
ที่เขียนถามมา และอยากให้ผมช่วยอธิบาย ให้ละเอียด ผมเคยรับปากว่าจะลองเขียนอธิบายอีกครั้ง
แต่ผมแน่ใจว่าเคยมีบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้างแล้ว ในเว็บนี้ แต่ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าเขียนไว้ตรงใหน
แต่ไม่เป็นไรเอามาเล่าให้ฟังอีกทีก็แล้วกันครับ
ผมจะเล่าความเป็นมาของสุนัขพิทบูลแบบคร่าวๆ นะครับ เอาแค่พอรู้แต่ไม่ถึงขนาดที่ละเอียด
ยิบตามตำรานะครับ แต่ก็คิดว่าจะทำให้คนที่เริ่มสนใจใหม่ๆ สามารถ เข้าใจได้อย่างถูกต้องพอสมควร
เริ่มจากในสมัยก่อนที่ประเทศ อังกฤษ กีฬานำสุนัขมาสู้กับวัว ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
และสุนัขที่นำมาสู้กับวัวนั้นเขาจะเรียกว่า บูลด็อก หรือหมาวัว ต่อมากีฬานี้ได้ถูกต่อต้านและยกเลิกไปในที่สุด
บรรดาผู้เพาะพันธ์ สุนัขบูลด็อก ก็ได้หันมาพัฒนาเกมส์การกัดสุนัขแทน
และเนื่องจากสุนัขบูลด็อกในสมัยก่อนมันมีขนาดใหญ่ จึงได้มีการนำไปผสมข้ามพันธ์กับ
สุนัขเทอร์เรียที่มีขนาดเล็กกว่า เพื่อพัฒนาความสามารถในการกัดกับสุนัขด้วยกันเอง
และสะดวกในการ นำพาไปแข่งขันในที่ต่างๆ เพราะว่าการกัดสุนัข จะไม่ได้กัดกันในสนามขนาดใหญ่
เหมือนกับการสู้กับวัวเหมือนดังแต่ก่อน แต่เป็นการกัดกันตามบาร์เหล้า
หรือตามท้องถนนเป็นส่วนใหญ่ สุนัขที่นำมาแข่งกัดในขณะนั้นจึงมีน้ำหนักเพียงประมาณ
20 ปอนด์ แต่สุนัขในขณะนั้นยังประกอบไปด้วยสายเลือดที่หลากหลาย และมาจากหลายสายพันธ์
คือพูดกันง่ายๆ ว่า เลือดยังไม่นิ่ง เพราะว่าเกิดจากสุนัข หลายสายพันธ์
และจุดประสงค์ของการเพาะพันธ์ คือทำอย่างไรก็ได้ ที่จะทำให้มันกัดเก่งที่สุด
การพัฒนาในขณะนั้นจึงมุ่งเน้นที่ความสามารถของสุนัขเพียงอย่างเดียว สุนัขในขณะนั้น
ยังมีการเรียกขานกันในชื่อต่างๆ เช่น บูลด็อก พิทบูล พิทด็อก บูลเทอร์เรีย
พิทเทอร์เรีย ฯลฯ ซึ่งชื่อที่กล่าวมาโดยทั้งหมดเป็นที่รู้กันในหมู่นักกัดสุนัขว่าหมายถึงสุนัขที่ใช้ในการต่อสู้เป็นส่วนใหญ่
ในที่สุดความนิยมในสุนัขชนิดนี้ก็แพร่หลายเป็นอย่างมากในประเทศอังกฤษ
และยังลามมาถึงในประเทศ อเมริกา โดยการนำมาของพวกที่อพยพจากอังกฤษมาสู่ประเทศอเมริกาในช่วงแรกๆ
ยังไม่จบแค่นี้นะครับ แต่วันนี้เอาแค่นี้ก่อน
พอดีมีโทรฯ จากบริษัทมาตาม ต้องรีบไป แล้วจะกลับมาเขียนต่อจนจบครับผม....!
อย่าลืมติดตามนะครับ ไปล่ะ
