ตอนที่ 28 พิทบูล กับแสตฟฟอร์ด (ต่อ)



" CINDER "
เพศเมีย เป็นลูก ไทเกอร์ อายุ 45 วัน


(ต่อจากตอนที่แล้ว ตอนที่ 27นะครับ)

สุนัขพิทบูล ที่นำเข้ามาจากอเมริกา ในช่วงแรกๆ จะมาจากเกาะอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งที่ประเทศอังกฤษจะเรียกสุนัขนี้ในชื่อ Staffordshire Bull Terrier ผมไม่แน่ใจว่าเคยอ่านเจอจากหนังสือ เล่มใหน ที่บอกว่า Staffordshire เป็นชื่อเมืองๆหนึ่งของประเทศอังกฤษ และสาเหตุที่สุนัขพันธ์นี้ ได้ชื่อว่า Staffordshire Bull Terrier ก็เพราะว่า กลุ่มคนที่พัฒนาสุนัขพันธ์นี้ในยุคแรกๆ ก็คือคนงานที่ทำงานอยู่ในเหมืองถ่านหินของเมืองนี้ ก็เลยให้ชื่อตามชื่อเมืองเพื่อเป็นเกียรติ์ (อันนี้ถ้าใครมีข้อมูลที่ถูกต้องกว่านี้ก็ช่วยชี้แนะนะครับ)

ความแตกต่างของสุนัขจากอเมริกาและอังกฤษเกิดขึ้นได้อย่างไร เนื่องจากสุนัขที่นำเข้ามาอเมริกาในช่วงแรกเลย เป็นสุนัขที่มีต้นกำเหนิดจากอังกฤษ จึงมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ถ้าผมจำไม่ผิด จะมีขนาดความสูงเพียง 15 ถึง 17 นิ้ว และหนักประมาณ 35 ปอนด์ แต่เนื่องจากประเทศอเมริกา เป็นประเทศ ที่กว้างใหญ่มาก ประกอบกับ ผู้ที่อพยพมาในช่วงแรกๆ จะเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ สุนัขที่เขานำเข้ามาด้วยจึงถูกพัฒนาให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น คือมีขนาดความสูงเพิ่มขึ้นจากเดิม เป็นประมาณ 19 นิ้ว และมีน้ำหนักประมาณ 50 ถึง 65 ปอนด์ เพื่อเหมาะสำหรับเป็นสุนัขที่มีคุณลักษณะในทางใช้งานมากขึ้น เพราะว่าสุนัขพันธ์นี้ นอกจากจะใช้ในเกมส์การแข่งขันแล้ว ก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ทางด้านการใช้งานในฟาร์มด้วย เพราะว่าสุนัขที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ก็จะมีแรงปะทะ ที่มากขึ้น และเหมาะที่จะใช้ในการล่าสัตว์มากกว่า ตัวที่มีขนาดเล็ก จนมีคำพูดออกมาจากนักพัฒนาบางกลุ่มพูดว่า "ใหญ่กว่าก็ย่อมดีกว่า" นี่คือเหตุผลที่ทำให้สุนัขพันธ์นี้ทางฝั่งอเมริกา จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าในประเทศอังกฤษ ที่เป็นต้นฉบับ


พิทบูลในแบบของ
UKC Style

เมื่อสุนัขพันธ์นี้ได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งจากในฝั่งประเทศอังกฤษเอง หรือทางฝั่งอเมริกา บรรดาผู้เพาะเลี้ยงของทั้งสองประเทศก็ได้มีการรวมกลุ่มกันในหลายๆ พื้นที่ และในที่สุดก็เลยการมาเป็นการก่อตั้ง ชมรมบ้าง คลับบ้าง สมาคมบ้าง จากการรวมตัวนี้ก็เลยได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์ มาตราฐานต่างๆ ประจำพันธ์ขึ้นมา และเริ่มมีการทำทะเบียนตัวและประวัติ จุดเริ่มต้นนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเริ่มเมื่อประมาณ 100 ปีที่ผ่านมาหรือเปล่า โดยที่ประเทศอังกฤษ ใช้ชื่อว่า สแตฟฟอร์ดชายน์ บูลเทอร์เรีย(UK) ส่วนในประเทศ อเมริกาใช้ชื่อว่า อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย (UKC) (ADBA) โดยที่มาตรฐานของอเมริกากับอังกฤษในช่วงนี้ จะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ของอังกฤษกำหนดน้ำหนักไว้ที่ 35 ปอนด์ ของอเมริกากำหนดน้ำหนักไว้ที่ 65 ปอนด์ และนอกจากนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยในด้านอื่นๆ อีก จากนั้นด้วยมาตรฐานที่กำหนดขึ้นมานี้ บรรดานักเพาะพันธ์สุนัข ก็พยายามพัฒนาสุนัขของตนเองให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ตามสมาคมที่สุนัขตัวเองสังกัดอยู่ ก็เลยทำให้เกิดเป็นสุนัขในสองรูปแบบ และสองลักษณะ แต่มีบรรพบุรุษตัวเดียวกัน แค่นี้ยังไม่พอนะครับ เนื่องจาก สองสมาคมแรกของอเมริกา ยังเน้นการบรีดที่คงลักษณะของสุนัข ที่มีมาตรฐานไปในเรื่องของการใช้งานเป็นหลัก ในที่สุดก็เกิดมีสมาคมใหม่เกิดขึ้นมา คือ American Kennel Klub (AKC) โดยมีจุดมุ่งหมายที่เน้นการพัฒนาสุนัข ที่ความสวยงามเพื่อการประกวดเพียงอย่างเดียว โดยใช้ชื่อว่า Staffordshire Terrier และมีมาตราฐานหลายๆ อย่างที่แตกต่างออกไปอีก มันก็เลยกลายเป็นสิ่ง ที่สร้างความสับสนให้กับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มเข้ามาสัมผัสใหมๆ่ มากพอสมควรทีเดียว ผมเองตอนเริ่มเล่นใหม่ๆ ก็ยังงงว่าทำไมหมาสองพันธ์นี้มันเหมือนกันเหลือเกิน มีจุดสังเกตุอันใหนนะที่จะสามารถแยกออกได้ ว่าตัวใหนเป็นพันธ์ใหน แต่พอได้รู้ประวัติความเป็นมาก็เลยทำให้เข้าใจมากขึ้น ลองดูไปนานๆ นะครับ พอเริ่มชำนาญก็จะพอมองออกว่า มีบางจุดที่พอสังเกตุได้ ถึงความแตกต่าง ว่าสุนัขตัวใหนใช้มาตรฐานของสมาคมใด ผมย้ำนะครับว่าผมใช้คำว่ามาตราฐานของสมาคมใหน ไม่ได้บอกว่าตัวใหนเป็นพันธ์ใหน เพราะว่าหมาบางตัว บางทีก็ขึ้นอยู่กับทั้งสองสมาคมเลยครับ แต่ถ้ายังไงก็ดูไม่ออกก็ไม่ต้องไปกังวลมากนะครับ กรรมการตัดสินการประกวดบางคนยังดูไม่ออกเลยครับ ท่านผู้อ่านพอจะเริ่มเข้าใจแล้วหรือยังถึงความแตกต่างของสุนัขพันธ์นี้ ผมเองไม่ขอสรุปนะครับว่า สุนัขสองพันธ์นี้เป็นพันธ์เดียวกันหรือเปล่า


Staffordshire Terier (AKC)

ในปัจจุบันนี้ ข้อถกเถียงกันในเรื่องมาตรฐาน ว่าสุนัขในแบบใหนจะดีที่สุด ก็ยังเป็นประเด็นที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ เพราะแต่ละสมาคมก็มีเหตุผลของตัวเอง แต่ผมว่ามันก็ดีไปอีกอย่าง ที่ทำให้สุดยอด สุนัข อเมริกัน พิทบูล ในดวงใจของผม เป็นสุนัขที่มีคุณสมบัติครบไปเกือบหมดทุกอย่างในพันธ์ ๆ เดียว คือมีทั้ง แบบที่สวย แบบที่กัดเก่ง และก็แบบที่ทั้งสวยและกัดเก่ง ผมว่าข้อเสียของการมุ่งเน้นไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันก็จะทำให้คุณสมบัติ อีกอย่างหนึ่งสูญหายไป ลองคิดดูนะครับ ถ้าเรามุ่งเน้นที่ความสวยเพียงอย่างเดียว เราคงจะไม่มี สุนัข ที่มีความสามารถมาก อย่างที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้นะครับ และอีกอย่างหมาผม Tiger ก็ขึ้นอยู่กับ 2 สมาคม ตามตัวพ่อกับแม่มัน เป็นของ (ADBA) กับ (UKC) ครับผม และก็มีอีกเป็นจำนวนไม่น้อยเลย สำหรับสุนัขสายประกวดบางตัว ที่ขึ้นอยู่ทั้งสองสมาคมเช่นกัน โดยถ้าอยู่กับ (AKC) ใช้ชื่อว่า สแตฟฟอร์ด และถ้าอยู่กับ (UKC) ใช้ชื่อว่า พิทบูล ทั้งๆ ที่มาตรฐานก็ไม่เหมือนกัน เป็นไงครับงงใหมครับ พี่น้อง และโปรดอย่าถามผมเลยครับ ว่าแล้วทำไม มันถึงต้องมีหลายสมาคม ถ้าจะให้ผมตอบ ผมก็ตอบได้ตามสไตล์ผมล่ะครับ มันอยู่ที่ผลประโยชน์เพียงอย่างเดียวครับ ในเมืองไทยก็เหมือนกันครับ ตอนนี้ก็มีหลายสมาคม ใครอยู่กับสมาคมที่ดีก็ดีไป ได้รับการบริการและช่วยพัฒนาให้เจริญขึ้น แต่ถ้าเผลอไปเข้ากับสมาคม ที่เห็นแก่ประโยชน์ของพวกพ้องเป็นหลัก เหมือนที่ผมเคยโดนมาแล้ว ก็ถือว่าเป็นกรรมก็แล้วกันครับ พอผลประโยชน์ไม่ลงตัวเมื่อไร ก็ลากใส้กันมันเลยครับ ถ้ายังตกลงกันไม่ได้สมาชิกก็ถูกลอยแพเมื่อนั้นละครับ และตอนนี้ผมก็ขอบอกเลยนะครับว่าผมไม่ได้ยิดตึดกับสมาคมใดๆ ในเมืองไทยทั้งสิ้น ผมยึดตึดกับตัวผมและความชอบส่วนตัวเป็นหลักครับ

ส่วนแนวทางการเลี้ยงหมาสำหรับผมแล้ว ผมชอบแบบใหญ่ๆ หนาๆ เข้าไว้ก่อนถ้าเลือกได้ เพราะว่ามันดูน่าเกรงขามดี แต่ท้ายที่สุดแบบใหนก็ได้ มีแบบใหนก็เลี้ยงแบบนั้น ขอให้เป็นพิทบูลก็พอครับ เพราะว่าถึงอย่างไรมันก็เป็นหมาเรา เราเอาเขามาเลี้ยงแล้ว คงไปทอดทิ้งเขาไม่ได้ มันไม่เหมือนกับเสื้อผ้า ที่เบื่อเมื่อไรก็ถอดทิ้งได้ แต่หมามันเป็นสิ่งมีชีวิตนะครับก็คงต้องดูแลเขาให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ถ้าเราไม่รักเขาแล้วใครจะรักล่ะ อย่างน้อยเขาก็คงตอบแทนเราได้บ้าง เป็นเพื่อนในยามเหงา นอนเฝ้าเราไม่เคยห่าง เอาชีวิตเข้าแลกในยามที่เรามีภัย คอยเป็นยามระแวดระวังทรัพย์สินในบ้านและบริเวณบ้านให้เราได้เป็นอย่างดี ค่าจ้างก็ถูกแสนถูก เงินเดือนไม่ต้องขอแค่อาหารพอประทังชีวิต กับที่ซุกหัวนอน พอคุ้มแดดคุ้มฝน เจ็บป่วยถ้าไม่หนักหนาจริงๆ ก็ไม่ต้องพาไปหาหมอ ไม่เคยเรียกร้องค่าแรงเพิ่ม ไม่เคยนัดกันหยุดงาน ไม่เคยลาพักร้อน คุณจะหาทาสที่ซื่อสัตย์ แบบนี้ไม่ได้จากที่ใหนแน่ครับ นอกจากเจ้าเพื่อนสี่เท้าของคุณ

ผมข้อเพิ่มเติมข้อคิดเห็นส่วนตัวนิดหนึ่งนะครับ ถึงนิสัยของอเมริกัน อเมริกันมันก็ยังเป็น อเมริกันอยู่วันยังค่ำ จากหมาที่มีจุดกำเหนิดเป็นของอังกฤษ ก็เอามาพัฒนามาเป็นหมาของประเทศตัวเอง แม้แต่สมาคมสุดท้าย (AKC) แรกๆ ก็ยังใช้ชื่อ อเมริกัน สแตฟฟอร์ด ชายน์ เทอร์เรีย เพิ่งมาเอาคำว่าอเมริกันออกในภายหลัง สันดานขี้ขโมยแบบนี้รู้สึกคุ้นๆ ใหมครับพี่น้อง นี่ล่าสุด ก็กำลังจะขโมยพันธ์ข้าวหอมมะลิของไทย มันเป็นอย่างนี้มานานแล้วครับ ไอ้นิสัยขี้ขโมยแบบนี้ ไม่เคยเลือกเลยว่าเป็นของเล็กหรือใหญ่ เป็นของเพื่อนหรือศตรู เอาหมดครับถ้ามีโอกาส ผลประโยชน์มาก่อนครับ เริ่มตั้งแต่ ขโมยประเทศมาจากอินเดียแดง หรือแม้แต่ ตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้าโลก ที่ดร, ซุป ของไทยเรา ซึ่งเป็นประเทศมหามิตรตลอดกาลของเขา ที่เราคั่วเอาไว้แล้วอย่างแบเบอร์ เขาก็ยังใช้กำลังภายใน ขโมยเอาไปให้ประเทศ นิวซีแลนด์ อย่างหน้าตาเฉย ยอดจริงๆเลย ใช่ใหมครับพี่น้อง

 

แถมให้อีกนิดนะครับ พอดีว่าวันนีมีคนโทรเข้ามาถามหลายคน เรื่องหมา Undershot ว่าเป็นอย่างไร อยากให้ช่วยอธิบายด้วย หมาฟัน อันเดอร์ช้อต ก็คือหมาที่มีฟันล่างครอบฟันบนครับ เพราะโดยปกติฟันหมาสายใช้งานส่วนใหญ่ เช่นหมาไทยหลังอานของเรา หรือหมาพันธ์ร็อตไวเลอร์ จะมีฟันบนครอบฟันล่าง ส่วนหมาที่มีฟันล่างครอบฟันบน สังเกตุได้ง่ายมาก ส่วนใหญ่หมาที่หน้าหักๆ ทั้งหลาย เช่น บูลด็อก ปักกิ่ง บอ๊กเซอร์ ปั๊ก พวกนี้จะเป็นหมาที่ฟันอันเดอร์ครับ ฟันอันเดอร์นี้ ตามมาตรฐานสำหรับวงการประกวดจะถือว่าเป็นข้อบกพร่องครับ แต่มันไม่ได่มีผลเสียเรื่องประสิทธิภาพในการกัด หรือสร้างปัญหาทางด้านสุขภาพแก่สุนัข หรือมีปัญหาเวลากินอาหารแต่อย่างใด ถ้าเราต้องการเลี้ยงหมาไว้เป็นเพื่อนเฉยๆ ไม่ได้ตั้งใจเอาไปประกวดประชันกับใคร ผมว่าฟันจะอันเดอร์หรือโอเวอร์ มันไม่มีความหมายอะไรเลยครับ สำหรับหมาผมก็มีตัวหนึ่งครับที่เป็นฟันอันเดอร์ มันฉลาดว่าหมาทุกตัวที่ผมเคยเลี้ยงมา คือเจ้าไทเกอร์ ในสายตาผมแล้ว ผมว่ามันหล่อมากเลย ที่หน้าตามันเป็นแบบนี้ ผมทั้งรักทั้งหลงมันเลย ทุกวันที่ผมอยู่บ้านมันนอนเฝ้าไม่เคยห่าง เวลาผมไปเที่ยวที่ใหนเจ้าตัวนี้แหละ จะเป็นตัวที่ได้ไปเที่ยวกับผมเสมอ ผมชอบพามันไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ มันเป็นหมาที่มีความมุ่งมั่นในเกมส์สูง มันชอบทำกิจกรรมทุกอย่างที่ผมชอบ เช่น ให้ลากน้ำหนัก ว่ายน้ำ แฮ้งค์กิ้ง วิ่งเก็บของ นี่ล่าสุด มันกำลังหัดปีนต้นไม้ ก็มันมีความสามารถทำได้ขนาดนี้แล้วนี่จะให้ผมเอามันไปตอนได้ยังไง ไอ้คนที่แนะนำมามันก็ปัญญาอ่อนจริงๆเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า สายเลือดแบบนี้หาง่ายๆได้ที่ใหน ไม่รู้ว่าหมาที่ชนะการประกวดทางด้านความสวยงามทำได้แบบมันหรือเปล่า และเป็นมันตัวเดียวเท่านั้นที่ผมอนุญาติให้เข้ามานอนในห้องนอนเดียวกับผมได้ แค่นี้คงพอรู้นะครับ ว่าผมรักมันมากขนาดใหน

หมาผมตัวนี้คงไม่ต้องไปประกวดที่ใหนอีกแล้วครับ ผมไม่ต้องการให้ใครมาตัดสินคุณค่าของหมาผม เพราะว่ามันเป็นแช้มเปี้ยนในดวงใจผมเรียบร้อยแล้วครับ (All Time Champion)

หวังว่าบทความนี้คงพอจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ


" TIGER "

เลี้ยงพิทบูลไม่ต้องประกวด ก็เท่ห์ได้ ... ครับผม !!

อีกนิดก่อนจากนะครับพี่น้อง พอดีผมเข้าไปเห็นข้อความในกระทู้ของวันนี้ เริ่มอีกแล้วครับ มันกลับมาอีกแล้ว ผมนึกว่าจะเลิกยุ่งกับผมแล้ว ผมไม่เข้าใจจริงๆ เลย วันนี้ผมอุตส่าห์ จะเริ่มต้นพยายามทำเว็บให้เป็น พื้นที่ชุมนุมกันอย่างสร้างสรรค์ ในกลุ่มของผู้ที่นิยมสุนัขพันธ์นี้ โดยไม่มีการแบ่งแยก ว่าใครชอบแบบใหนก็ตามสบาย ผมเองก็มีแนวทางของผม เขาเองก็น่าจะมีแนวทางของเขา ทางใครก็ทางมัน มันก็น่าจะจบ

เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่าน ถ้าท่านเห็นด้วยกับแนวทางที่ผมนำเสนอ ผมขอความกรุณา อย่าไปให้ความสำคัญกับกระทู้ประเภทนี้เลยครับ อย่าไปอ่าน หรืออย่าเข้าไปตอบ เพราะว่าถ้าเรายิ่งเข้าไปตอบโต้มันก็ยิ่งไปกันใหญ่และไม่มีวันจบสิ้นเสียที ผมเองก็รำคาญ แต่ไม่อยากยุ่งเพราะเข้าใจว่ามันเป็นพื้นที่สาธารณะ แต่เชื่อผมเถอะ วันหนึ่ง เขาก็เจอดีจนได้ อย่าลืมนะครับว่าคนที่เลี้ยง พิทบูล และเข้ามาในเว็บนี้ มีมาจากหลายสาขาอาชีพ ระวังจะเจอตอนะครับ หมายเลข IP กับเวลาที่เข้ามันก็คงจะมีประโยชน์บ้างแหละ ไม่งั้นผมคงไม่ใส่ลงไปหรอกครับ

ถ้าทนไม่ไหวกันจริงๆ ผมก็เปิดพื้นที่ไว้ให้แล้วที่บอร์ด ตะลุมบอน ไปลุยกันที่นั่นนะครับ

เหมือนเดิมครับขอทิ้งท้ายก่อนจากว่า สุนัขที่อยู่กับท่านมันไม่ใช่สุนัขธรรมดามันคือสุดยอดสุนัข

"อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย"

ติดตามต่อตอนหน้านะครับ
มาร์ค