ตอนที่ 34 การเลือกลูกสุนัขพิทบูล


วันนี้ผมตื่นแต่เช้าเพราะว่ามีงานค้างอยู่ต้องรีบทำให้เสร็จเพื่อเตรียมตัวเดินทางไป จ. พิษณุโลก ขึ้นเครื่องในตอนเย็น แต่ก็อดไม่ที่จะเข้ามาเช็คเมล แล้วก็เข้าไปอ่านกระทู้ในเว็บบอร์ด เจอกระทู้บางอันก็อดจะเอามาเขียนถึงไม่ได้ ก็เลยรีบเขียนบันทึกตอนนี้เดี๋ยวจะลืมซะก่อน

เดือนนี้ทั้งเดือนผมงานยุ่งมากแทบไม่เคยเข้ามาอ่านอะไรในเว็บบอร์ด และต้องเดินทางตลอด เสาร์อาทิตย์ก็ไม่ได้หยุดเหมือนคนอื่นเขา แถมต้องประชุมกับแขกของบริษัทที่เดินทางมาจากต่างประเทศด้วย มีอยู่วันหนึ่งขณะกำลังประชุมกันอยู่ ผมลืมปิดมือถือก็มีน้องท่านหนึ่งโทรเข้ามา ผมสดุ้งโหยงเลยครับ เพราะว่าเจ้านายผมซีเรียสมากเวลาเข้าประชุมต้องปิดมือถือทุกคน แต่โชคดีที่วันนั้นแกไม่ได้เข้าประชุมด้วย น้องเขาโทรเข้ามาถามเรื่องการเลือกลูกหมา ผมก็เลยบอกว่าให้โทรมาใหม่ในตอนเย็นหรือว่าเสาร์หรืออาทิตย์ น้องเขาก็ใจร้อนอยากรู้เร็วๆ เพราะว่าอ่านบทความของผมแล้วทำให้อยากเลี้ยงบ้าง

น้องท่านนี้ไม่ใช่รายแรกที่โทรเข้ามาถามถึงวิธีการเลือกลูกหมา ผมก็ไม่ใช่เซียนแต่อาศัยหลักการง่ายๆ ตามหลักธรรมชาติ ขอเอามาลงไว้ในนี้อีกครั้ง สิ่งที่ผมบอกกับทุกคนที่คุยกับผมมีดังนี้ การเลือกลูกหมาสิ่งแรกที่เราต้องรู้ก็คือสายเลือดพ่อของแม่มันเป็นใคร อันนี้เป็นหลักการที่ง่ายที่สุด ที่จะสามารถเดาได้ว่าลูกมันออกมาจะเป็นอย่างไร ถ้าเรารู้ว่าพ่อแม่มันเป็นใครแล้วเราไม่ชอบก็ไม่ต้องไปซื้อ อันนี้น่าจะเป็นหลักพื้นฐานที่เอาไปใช้ได้เลย เพราะว่าลูกหมาถ้าไม่เหมือนพ่อก็น่าจะเหมือนแม่ ถ้าเราอยากได้ลูกหมาแบบใหนก็ดูเอาที่พ่อแม่ของมัน แบบนี้จะเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าสายเลือดมันมาจากใหนหรือพ่อแม่มันเป็นใคร อันนี้ก็เป็นเรื่องที่คาดหวังได้ยากว่ามันจะมีลักษณะตามที่เราต้องการหรือเปล่า เพราะว่าลูกหมาตอนเล็กๆ มันก็น่ารักเหมือนกันหมด เราจะเริ่มเห็นได้ชัดเจนขึ้นก็ตอน 7-8 เดือน สิ่งนี้ผมเคยกังวลมากกับลูกของ ไทเกอร์คอกแรกๆ เพราะว่าผมไม่เคยเห็นลูกมันมาก่อนว่าโตขึ้นมาจะเป็นอย่างไร และแม่พันธ์ที่ผสมออกไป สายเลือดก็ห่างกันมาก ผมเห็นหลายตัวที่ตอน 3 -4 เดือน น่าเกลียดมาก ผอมแห้ง ลำตัวยาว แต่ตอนนี้มีบางตัวพออายุได้ประมาณ 7 - 8 เดือนก็หยุดสูง แต่มาออกด้านข้างแทน มีหลายตัวที่น้ำหนักเกิน 30 โลแล้ว แต่ผมก็ไม่สามารถที่จะการันตีให้ได้ทุกตัวว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้นมันมีปัจจัยอื่นๆประกอบด้วย เพราะว่าถ้าใครที่คาดหวังมากขณะนั้นผมก็จะแนะนำไม่ให้ซื้อไปเลี้ยง

ผมอยากยกตัวอย่างถึงลูกหมาของผมเองอีกก็แล้วกัน
ตอนนี้กำลังเป็นประเด็นร้อนที่มีคนเขียนถึงกันอยู่ในบอร์ดพอดี ผมไม่เข้าใจคนพวกนี้จริงๆ ว่าต้องการอะไรกันแน่ ลูกหมาผมพ่อแม่มันเป็นอย่างไรอันนี้ผมว่าคนคงทราบกันดีอยู่แล้ว เพราะว่าใครที่เข้ามาดูผมก็โชว์ให้เห็นทุกคน ทั้งสายเลือดที่มาที่ไปจุดดีจุดด้อยผมก็บอกรวมถึงให้ดูเพ็ดดีกรีด้วย และไม่เคยรบเร้าให้ใครซื้อ อยากให้ๆความเป็นธรรมกับผมหน่อย ผมไม่เคยหลอกขายหมาให้ใคร ทุกอย่างพูดกันตรงๆ ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร เพราะว่าหมามันเป็นสิ่งมีชีวิต ผมรักมันทุกตัวและไม่ต้องการยัดเยียดให้ไปอยู่กับคนที่ไม่ต้องการมันจริง ผมรู้ว่าผมอยู่ในที่แจ้ง เป็นเจ้าของเว็บด้วย ก็ต้องวางตัวให้ถูกต้องมากที่สุด ไม่ต้องการให้ใครมาพูดได้ในภายหลัง ที่ดีทำชั่วไว้มันปิดกันไม่ได้ และผมก็มีเว็บบอร์ดในเว็บนี้ด้วย ผมรู้ว่าถ้าผมทำอะไรที่ไม่ดีเดี๋ยวถูกคนเอามาประจานในเว็บบอร์ด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเขียนในเว็บนี้ผมต้องรับผิดชอบเต็มๆ อยู่แล้ว ผมมีรูปถ่ายตัวผมเองพร้อมที่ติดต่อไว้ให้ ถ้าผมต้องการจะค้าขายลูกหมาหรือโฆษณาแต่หมาตัวเองคงไม่ทำเว็บบอร์ดไว้หรอกครับ ถ้าใครเห็นว่าผมทำอะไรที่ไม่ถูกต้องก็สามารถแนะนำกันได้ ผมยินดีรับฟังครับ ถ้าบริสุทธิ์ใจก็โทรมาได้เลยครับ ผมเองก็ต้องการเรียนรู้เพิ่ม หรือถ้าไม่กล้าโทรต้องการแนะนำทางเว็บบอร์ดก็ยินดีครับแต่ควรจะลง ชื่อและที่ติดต่อไว้อย่างน้อยก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจครับ ไม่ใช่ว่ามาตั้งกระทู้ลอยๆ ทิ้งไว้แล้วก็ไป เหมือนหมาเยี่ยวรดเสาไฟฟ้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า คนจริงผมไม่กลัวครับ ถ้าคิดว่าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผมก็บอกแล้วว่าทำเว็บเพื่อต้องการเพื่อน ไม่ต้องการทำเว็บให้คนเกลียด

ผมเคยนั่งทานข้าวกับคุณ พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านรถยนต์ เป็นคอลัมน์นิสต์ ให้หนังสือหลายๆฉบับ จัดรายการวิทยุและรายการ ทีวีด้วย น้าเดชเป็นพูดจาตรงๆ และโผงผางด้วย ผมถามน้าว่า น้าเดชพูดตรงแบบนี้ไม่กลัวคนด่าหรือ แกก็บอกว่าไม่กลัว ถ้าเปรียบแกเป็นล้อรถ แกก็เป็นแม๊กซ์ไม่ใช่ล้อเหล็ก เพราะฉนั้นแกจึงไม่กลัวอะไร ถ้าทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ เหตุผลที่แกอธิบายเกี่ยวกับความแตกต่างของล้อแม๊กซ์กับล้อเหล็ก ได้ฟังแล้วผมชอบมากอยากเอามาพูดต่อ แกบอกว่าล้อแม๊กซ์ถูกหมาเยี่ยวรดก็ไม่เป็นอะไรและสนิมไม่ขึ้นเหมือนล้อเหล็ก ผมก็เลยยึดเอาหลักนี้มาใช้ในบทความของผมครับ

มีอีกวันหนึ่งเป็นวันเสาร์หรืออาทิตย์ผมจำไม่ได้ มีท่านหนึ่งไปเดินที่สวนจตุจักรแล้วเจอลูกหมาพิทบูล แล้วอยากได้โทรมาถามผม ว่าจะซื้อดีหรือเปล่า ราคาแค่ 2 -3 พันบาทเอง ผมก็เลยแนะนำไปว่า ถ้าเป็นหมาพันธ์อื่นผมไม่ว่าอะไร แต่ถ้าเป็นหมาพิทบูลผมไม่แนะนำ ผมมีเหตุผลดังนี้ครับ

  1. หมาพิทบูลที่เขาเอามาขายราคาแค่ 2 หรือ 3 พันบาท คุณลองคิดดูว่าเขาจะรับซื้อมาที่ราคาเท่าไหร่ ผมว่าก็คงแค่ตัวละไม่น่าจะเกินพันบาท
  2. ถ้าคุณเป็นเจ้าของลูกหมาดีๆ สักครอก คุณจะยอมขายหรือเปล่าในราคา 1 พันบาท ให้กับคนที่เอาลูกหมาไปขายที่สวนจตุจักร คนที่ยอมขายออกไปแบบนั้นแสดงว่าขาดความรับผิดชอบอย่างมาก ในการเลี้ยงพิทบูล
  3. ถ้าซื้อมาก็ยากที่จะคาดเดาได้ว่าลูกหมาโตขึ้นมาจะเป็นอย่างที่เราต้องการหรือเปล่า เพราะว่าเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกัยสายเลือดมันเลย
  4. อีกอย่างผมไม่แนะนำให้สนับสนุนให้มีการเพาะหมาพันธ์นี้ออกมามากจนเกินไป เพราะว่าถ้าซื้อกันมาง่ายๆ ราคาตัวละไม่กี่บาท อาจจะมีหลายตัวที่ถูกทอดทิ้งง่ายๆ ได้เหมือนกัน แต่อย่าลืมว่าหมาพันธ์นี้มันคือ พิทบูล ถ้าอยู่ตามข้างถนน ด้วยความสามารถเฉพาะตัวของมัน มันคงได้สิทธิในการผสมพันธ์กับตัวเมียแถวๆ นั้นแน่ๆ คุณลองคิดดูเอาเองก็แล้วกัน ว่าถ้าหมาพิทบูลมีอยู่ทั่วๆ ไปตามข้างถนนจะเกิดอะไรขึ้น

มีอีกกระทู้หนึ่งที่พูดถึงการประกวดได้หรือไม่ได้ของลูกหมาผม หมาที่เข้าประกวดไม่ว่าหมาของใครก็เข้าประกวดได้ทั้งนั้นละครับ แต่จะแพ้หรือชนะมันอยู่ที่กรรมการ และลักษณะของหมาตัวที่เข้าประกวดมากกว่าที่จะบอกว่าเป็นหมาของใคร หรือว่าสายอะไร กรุณาอย่าหลงประเด็นนะครับ และที่ผมบอกว่าลูกหมาผมเข้าประกวดได้ก็เพราะว่ามันมีตัวอย่างมาแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่ว่าหมาผมดีที่สุด เพราะว่ามีคนเลี้ยงพิทบูลแล้วนำสุนัลงประกวดน้อย วัดผลอะไรไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ลูกหมาผมจะเข้าประกวดไม่ได้ ถ้าลักษณะมันถูกต้อง ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าของเขาครับ โปรดอ่านข้อเขียนของผมให้ดีก่อน อย่ามุ่งโจมตีหรือมุ่งจับผิดผมจนออกนอกหน้า ใช้สมองวิเคราะห์ให้มากๆหน่อยนะครับ อ่านมุมมองและบทความผมให้แตกเสียก่อน เดี๋ยวจะขายความซื่อบื๊อออกมาอีก ฮ่า ฮ่า ฮ่า

บางคนอ่านหนังสือภาษาไทยไม่แตกจริงๆ หรือแกล้งโง่ก็ไม่รู้ ผมบอกว่าสีแดงแบบทองแดง ของหมา Old family ที่ถือว่าเป็นยืนด้อยแต่ยังคงมีออกมาได้และอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะว่ามันเป็นการผสมพันธ์แบบอินบรีดมาตั้งแต่ในสมัยบรรพบุรุษ จากถิ่นกำเหนิดของมัน โดยธรรมชาติ ที่เป็นเกาะ จนกลายมาเป็นลักษณะของต้นสายของ Old Family Red Red Nose ในปัจจุบัน ไม่ใช่บอกว่า การจะรักษาสายเลือดมันไว้ต้องผสมพันธ์ในแบบอินบรีดหรือลายบรีดเท่านั้น ผมหมายความถึงว่าด้วยยืนส์สีของขนที่มีอยู่ในตัวของมัน เป็นลักษณะของยีนส์ด้อย ถ้านำไปผสมกับหมาสีอื่นที่ในสายเลือดไม่มียีนส์ตัวนี้อยู่ จะทำให้ลูกหมาที่ออกมามีลักษณะไปทางสายใหม่ มากกว่าที่จะออกมาเป็นสีแดงของต้นฉบับเดิม วิธีที่จะทำให้ได้หมาที่มีลักษณะสีแบบนี้ก็คือการผสมในหมาที่มีลักษณะยืนส์ในแบบเดียวกัน หรือผสมกับสายที่มียีนส์ที่ด้อยกว่า ไม่ใช่บอกว่าให้ผสมแบบอินบรีด อย่างหมาไทยหลังอานขนกำมะหยี่ชนิดที่เกรียนจนติดผิวหนัง แบบนี้ถือว่าเป็นยีนส์ด้อยด้วยเหมือนกัน นิยมกันอยู่พักหนึ่ง มันเกิดขึ้นได้เพราะว่าคนจงใจบรีดมันออกมาตามความต้องการของตลาด ถ้าหากปล่อยให้ผสมพันธ์กันตามธรรมชาติและข้ามสายกันกับหมาขนชนิดปกติ ไม่นานขนชนิดนี้ก็จะถูกกลืนและหมดไป

ที่ผมบอกว่าหมาผม " TIGER "เป็น Old Family Red Red Nose ก็เพราะว่ารำคาญพวกที่พยายามโยงหมาผมตัวนี้ไปใช้มาตรฐานของหมาสายประกวด มันเลี้ยงกันคนละวัตถุประสงค์ครับ อยากให้แยกแยะหน่อย แต่ผมไม่เคยเอาสายเลือดหมาผมไปคุยข่มใคร หรือบอกว่ามันเป็นหมาที่ดีที่สุด แต่ผมรับประกันว่ามันเป็นของแท้แน่นอน ในบรรพบุรุษของมัน 300 กว่าตัวเป็น Red Red Nose with Purple Ribbon ทุกตัว อ่านบทความผมให้ละเอียดหน่อยครับ และที่ผมบอกว่าหมาผมประกวดได้ก็ไม่น่าจะผิดตรงใหน เพราะว่าสายเลือดมันครึ่งหนึ่งเป็นหมาสายโชว์ ถ้าลูกมันออกมา มีลักษณะการสบของฟันที่ปกติไปทางแม่ และมีโครงสร้างที่สวยงามทำไมถึงจะประกวดไม่ได้ น่าเบื่อพวกที่คอยจับผิดพวกนี้จริงๆ ผมประกาศไว้ตรงนี้เลยนะครับ ถึงพวกเซียนๆหน้าคอมทั้งหลาย ถ้าใครคิดว่ามีหมาดีกว่าผมเอามาโชว์หน่อยอยากเห็นเป็นบุญตาจังเลย โดยเฉพาะพวกเคร่งทฤษฎีนี่อยากเจอมากที่สุดเลยครับ

เหมือนเดิมครับขอทิ้งท้ายก่อนจากว่า สุนัขที่อยู่กับท่านมันไม่ใช่สุนัขธรรมดามันคือสุดยอดสุนัข

" อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย "

ติดตามต่อตอนหน้านะครับ
มาร์ค