ตอนที่ 41 เรื่องเบาๆต้อนรับบอลโลก



นอนดูบอลเพลินๆ ไอ้แสบนี่ก็ไม่ยอมกระโดด ขึ้นมานอนด้วย
วันนี้ผมลุ้นบอลมากไปหน่อย ไม่ทักทายหรือสนใจมัน
มันก็เลยเรียกร้องความสนใจนิดหน่อย

ถ้าเราเลี้ยงหมาหลายๆตัว หรือใช้วีธีเลี้ยงแบบขังไว้ทั้งวัน
นานๆมีเวลาให้เขาที ไม่รู้ว่าความผูกพันธ์แบบนี้จะเกิดขึ้นได้หรือเปล่า

ช่วงฟุตบอลโลกนี่ทำให้ผมกลายเป็นคนขี้เกียจสุดๆไปเลยครับ เสาร์อาทิตย์แทบไม่อยากระดิกตัวไปใหนโดยไม่จำเป็นหรืออยู่ห่างจอทีวีเลยจริงๆ บางวันเลิกงานก็รีบเผ่นแนบกลับบ้าน หมูหมาตอนนี้ไม่สนเลยครับ ยิ่งอับเดทเว็บนี่ยิ่งไม่อยากทำเลย แต่ว่าวันนี้อารมณ์ดี มีหลายเหตุการณ์ที่น่าประทับใจเลยอยากรีบบันทึกไว้ก่อนกันลืม ช่วงนี้แฟนผมจะบ่นมากเป็นพิเศษเพราะว่าผมจะแย่งดูทีวีคนเดียว งานบ้านทุกอย่างแทบไม่ยอมจับเลยครับ สนามหญ้าถ้าไม่ถูกบ่นก็ไม่ตัดแต่ทนรำคาญไม่ไหวก็ตอ้งตัดเสียหน่อย เวลาเก็บขี้หมาจะได้หาง่ายๆ ไม่เสียเวลาค้นหามากนัก

ทุกครั้งที่ผมกลับมาจากทำงาน นั่งดูข่าวหรือนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย
ที่โซฟาตัวประจำของผม ไทเกอร์มักจะคาบกระดูกเอามายั่วให้เล่นกับมันเสมอ
ผมก็แค่รับกระดูกที่มันส่งมาให้แล้วโยนออกไปมันก็วิ่งไปเก็บ
แค่นี้มันก็ดูมีความสุขมากแล้ว หมามันต้องการแค่นี้จากนายมันจริงๆครับ

วันนี้รีบกลับบ้านแต่วันตั้งใจว่าจะดูบอลคู่สุดท้ายระหว่างเยอรมันกับคาเมรูน พอมาถึงไม่พูดพล่ามทำเพลงรีบจองที่นอนที่โซฟาเพื่อดูบอลให้สบายใจซะหน่อย โดยที่หมูหมาไม่สนใจเลย เพราะว่าเมื่อวานงานยุ่งทั้งวันและกลับบ้านดึกด้วยเลยอดดู วันนี้เลยขอชดเชยเสียหน่อย แต่ผิดคาดครับ พอเปิดทีวีล้มตัวลงนอนไอ้ตัวแสบไทเกอร์ก็มากวนเลยพยายามคาบกระดูกมาชวนเล่น เหมือนเคย ผมก็ไม่สนใจเพราะว่าบอลกำลังมัน มันคงนึกโมโหอะไรขึ้นมาไม่รู้ กระโดดขึ้นมานอนเบียดและนั่งทับบนท้องผมซะเลย ประเภทที่ว่า ถ้าเอ็งไม่สนใจข้าก็อย่าได้คิดว่าจะอยู่อย่างเป็นสุข เฮ้อเอากะมันซิ แสบจริงๆ ครับ จนต้องพาไปขึ้นเครื่องวิ่งซะห้านาทีเพื่อลดเอนเนอจี่มันจะได้ยอมนอนนิ่งๆสงบสักชั่วโมง

ไอ้ตัวแสบนี่ต้องยอมให้มันตัวหนึ่ง เพราะว่ามันถูกตามใจมาตั้งแต่เล็กๆแล้วครับ ตอนนี้มันก็เลยทำตัวเป็นเจ้าพ่ออยู่อย่างไม่เคยเกรงกลัวใคร และเอาแต่ใจตัวเองอย่างน่าหมั่นใส้ แต่พฤติกรรมเหล่านั้นที่มันแสดงออกมา ผมว่ามันออกมาจากสัญชาตญาณและจิตใจจริงๆ ไม่ได้เกิดจากการเสแสร้ง ก็เลยทำให้ผมอดรักและเอ็นดูมันมากขึ้นไม่ได้ การมีหมาฉลาดๆนิสัยดีๆ ที่รู้ใจเพียงแค่ตัวเดียว ดีกว่ามีหมาซื่อบื้อเป็นโหลๆครับ ผมว่านี่มันคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของการที่คนเรายอมเสียเงินเสียทองเสาะหาหมามาเลี้ยงจริงใหมครับ


ยามว่างเสาร์อาทิตย์ ไปเที่ยวหาที่สงบๆ พักผ่อน
กับเพื่อนที่รู้ใจ มันก็สบายใจไปอีกแบบครับ

ข้อดีของการเลี้ยงหมาแบบตัวเดียวและมีเวลาให้มันอย่างพอเพียง หมามันจะมีความฉลาดและมีความผูกพันธ์กับเจ้าของอย่างมาก มีการแสดงออกบางอย่างที่เราคาดไม่ถึง ผมเชื่อว่าหลายคนคงเจอเหตุการณ์ แบบเดียวกันกับผม บางครั้งเวลาเล่าให้ใครฟังก็ดูเหมือนว่าเราโอเวอร์ ผมก็เลยให้อยากเจอกับตัวเอง ว่าการเลี้ยงหมาตัวเดียวและมีเวลาให้มันอย่างพอเพียง มันจะฉลาดและเรียนรู้เร็วแค่ใหน ช่วงเวลาวันเสาร์อาทิตย์ ถ้าผมอยู่บ้าน มีพวกเจ้าทะโมนเหล่านี้อยู่ด้วยจะไม่ค่อยเหงา โดยเฉพาะเจ้าไทเกอร์ ไอ้นี่มันชอบเลียนแบบพฤติกรรม หรือมันจะจดจำว่าสิ่งใหนที่ผมชอบ สิ่งใหนที่ผมไม่ชอบ ตั้งแต่กลับมาอยู่เมืองไทยผมไม่เคยตีมันเลย เพราะรู้ว่ามันไม่ชอบ ถ้ามันทำผิดแค่ผมดุเสียงดังหน่อยเท่านั้นก็สั่นเป็นลูกนกแล้วครับ ไม่ต้องถึงกับลงไม้ลงมือ และการทำโทษด้วยวิธีการตีรู้สึกว่าจะไม่ได้ผลกับไทเกอร์ มันจะเป็นหมาที่เกลียดไม้เรียวมาก ผมจำได้ว่าผมเคยตีมันครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่มันเป็นเด็ก ด้วยไม้แขวนเสื้อ สาเหตุก็เพราะความดื้อของมัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มันจะกัดทำลายไม้แขวนเสื้อที่ผมเผลอวางทิ้งไว้ทันทีที่มีโอกาส และถ้าผมตีมันด้วยเรื่องอะไรก็ตามมันจะยิ่งทำทุกครั้งที่มีโอกาสเช่นกัน พอมันโตขึ้นมาหน่อยผมเริ่มเข้าใจพฤติกรรมของมันหลังจากที่ผมลองพูดกับมันดีๆ ว่าสิ่งใหนที่ผมชอบ สิ่งใหนที่ผมไม่ชอบปรากฎว่าได้ผลครับ แค่เราบอกมันดีๆมันไม่ทำอีกเลย อย่างแค่เรื่องการเปิดประตูตอนเช้า ผมก็จะบอกมันดีๆว่าอย่าออกนะ ถึงแม้ว่าประตูจะเปิดอยู่มันก็ไม่ออกมันก็จะรอจนกว่าเราจะอนุญาติ ยกเว้นว่าเวลาที่มีใครมาบ้านมันคงจะตื่นเต้นมากไปหน่อยก็เลยบอกไม่ค่อยฟัง นอกจากนี้ มันจะไม่ค่อยชอบเวลาที่ผมถือไม้เรียวหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ม้วนเป็นบ้องกลมๆ ผมจะทำไว้กำราบเจ้าซินกับเจ้าแค็ช เจ้าพวกนี้พูดดีๆมันไม่ค่อยฟัง ต้องมีไม้ในมือถึงจะเอาอยู่ มีวันหนึ่งเจ้าซินขุดสนามหญ้าและกัดต้นไม้ที่ผมเพิ่งปลูกลงไปใหม่ๆ ผมกลับมาด้วยความโมโหคว้าไม้เรียวได้กะว่าจะหวดเจ้าซินสักทีสองที ปรากฎว่าลืมขังเจ้าไทเกอร์ เจ้านี่พอเห็นผมจับไม้เรียวมันรีบกระโดดงับไม้แล้วเอาวิ่งหนีไปที่หลังบ้าน พอผมตามไปเอาคืนปรากฤว่ากลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเสียแล้ว กว่าจะหาไม้ใหม่ได้ก็หายโมโห เจ้าซินก็เลยรอดตัวไป

มีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากเล่าให้ฟัง เมื่อก่อนตอนที่ผมยังอยู่ที่ Florida USA. เนื่องจากดินที่นั่นส่วนมากจะเป็นพื้นทรายแทบทั้งหมด เวลาผมพามันไปเดินเล่นนอกบ้าน ผมจะมีพลั่วพลาสติกเล็กๆ ถือออกไปด้วย เวลาที่สุนัขผมถ่ายของเสียออกมา ผมจะใช้พลั่วนี้ขุดหลุมลึกพอประมาณ แล้วตักสิ่งของที่หมาผมปล่อยออกมาใส่ลงไปแล้วกลบ ไทเกอร์ มันจะมองดูทุกครั้งที่ผมทำแบบนี้ มันคงเห็นทุกวันจนเป็นเรื่องปกติ แต่มีอยู่วันหนึ่งผมสังเกตุว่า มันพยายามขุดหลุมที่ข้างบ้านแล้วถ่ายลงไป แล้วใช้จมูกดุนดินเพื่อกลบ แต่มันทำผมดูแล้วยังไงก็ไม่เรียบร้อยเหมือนแมว ผมก็เลยลองดูโดยการขุดหลุมทิ้งไว้ แล้วกองดินทรายไว้ข้างๆ แต่มันไม่ยอมถ่ายลงในหลุม ยังคงถ่ายบนพื้นตามปกติ แต่ที่แปลกก็คือทุกครั้งหลังจากที่ผมตักอึมันใส่ไปในหลุม มันจะช่วยโดยการรีบเอาจมูกดุนทรายลงไปกลบ แต่เนื่องจากผมอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ ผมจะชอบวิธีการให้มันอึบนหนังสือพิมพ์มากกว่า เพราะสดวกกว่าการพาไปนอกบ้าน แต่เมื่อไม่นานมานี้เอง ผมขุดหลุมที่สนามหญ้าเพื่อปลูกต้นไม้ หลังจากที่ขุดเสร็จผมก็เดินไปเอาต้นไม้ กลับมาปรากฎว่า เจ้าไทเกอร์ กลบหลุมให้ผมเรียบร้อยแล้ว เสือกจริงๆเลยครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เท่านั้นยังไม่พอมันมีมากกว่านั้นครับ ผมเอาเสียมตักดินขึ้นมาใหม่อีกครั้งเพื่อเอาต้นไม้ลงปลูก ปรากฏว่าสิ่งที่ผมตักขึ้นมาปรากฎว่าไม่ได้มีเฉพาะดิน แต่มีปุ๋ยที่เจ้าไทเกอร์เพิ่งปล่อยออกมาปนอยู่ด้วย เออเอากะมันซิ งงไปเลยครับ ไม่นึกว่านานขนาดนี้แล้วมันยังไม่ลืม


"ROCKY"

วันนี้ขอเล่าเรื่องหมาตัวเองอีกหน่อยนะครับกันลืม มีหลายอย่างที่อยากเล่าให้ฟัง แต่ก็ลืมทุกที เป็นเรื่องความเป็นมาและความผูกพันธ์ ระหว่างผมกับหมาผม เผอิญมีน้องท่านหนึ่งและอีกหลายๆคนเคยถามไว้
เขาสงสัยว่าทำไมผมตั้งชื่อมันว่าไทเกอร์ ทั้งๆที่มันไม่ได้มีลายเสือ แถมเป็นหมาสีแดงอีกต่างหาก จริงๆแล้วชื่อแรกของไทเกอร์ที่เจ้าของเดิมเขาตั้งไว้ชื่อว่า "กริ้นชุ์" ผมจำไม่ได้แล้วว่าแปลว่าอะไร แต่รู้ว่ามันออกเสียงยากมาก ผมเลยบอกเขาว่าขอเปลี่ยนเพราะชื่อนี้ถ้ามาอยู่เมืองไทย คงไม่มีใครเรียกชื่อมันถูกแน่ๆ และมันจะกลายเป็นชื่อกินไปในที่สุด เขาก็เลยเสนอว่าผมมาจากเมืองไทยงั้นให้ชื่อว่า ไทเกอร์ ก็แล้วกัน ผมก็เห็นว่าความหมายดีหมายความถึงคนไทยได้ด้วยก็เลยใช้ชื่อว่า ไทเกอร์ และเมื่อผมพามันไปที่บ้านเพื่อนผม พวกนี้เป็นเพื่อนเรียนมาด้วยกันและก็ชอบตีกอล์ฟด้วยกัน และไทเกอร์ วูด ตอนนั้นก็กำลังดังพอดี พวกนั้นก็เลยเรียกมันว่า ไทเกอร์วูด และมันก็มีชื่อไทยที่พวกผมชอบเรียกมันด้วยว่า ไอ้เสือไม้ ผมพาหมาไปทุกทียกเว้นตอนไปเรียน และตอนไปทำงาน ผมไปบ้านเพือน ไม่ว่าไปทำการบ้านด้วยกัน ไปงานเลี้ยงงานปาร์ตี้ทั้งหลาย ผมก็พาเจ้าเสื้อไม้ตัวนี้ไปด้วยเสมอ มีเพื่อนบางคนไม่ชอบหมา ขอร้องผมว่าถ้าจะมาบ้านเขาไม่ต้องเอาหมามา ผมก็บอกว่าไม่ได้ ถ้าเอาหมาไปด้วยไม่ได้ก็ไม่ไป ผมไม่สามารถปล่อยมันอยู่บ้านตัวเดียวเกิน 6 ชั่วโมงได้ ถ้าชวนไปกินเหล้ามันต้องเกิน6ชั่วโมงแน่ๆ เพราะถ้าออกไปนานกลับมาแล้ว ผมต้องมานั่งทำความสะอาดบ้านอีก ไอ้นี่มันจะรื้อของทุกอย่างภายในบ้านทุกครั้งที่ ผมปล่อยมันไว้ตัวเดียวเกิน 6 ชั่วโมง ตอนหลังๆเพื่อนๆเริ่มเข้าใจ ก็อนุญาติให้ผมเอาหมาไปร่วมงานได้ทุกครั้ง และตอนหลังมันก็เลยกลายเป็นขวัญใจของเพื่อน ๆผม เวลาที่ผมสังสรรค์อยู่กับเพื่อนๆ ผมก็จะปล่อยไทเกอร์วิ่งเล่นในสนามหญ้า หรือบางทีก็ในบ้านเพื่อนผมเลย และมันก็ไม่เคยสร้างปัญหา มีบ้างที่ผมอยู่ดึกไปหน่อย มันง่วงมากก็คลานมานอนบนตักผม ผมก็นั่งดื่มนั่งเม๊าส์กันต่อไป โดยมีหมาอยู่บนตัก บางทีเมาหนักกลับไม่ไหวก็นอน ที่ห้องรับแขกบ้านเพื่อนผมเลย ไทเกอร์ก็นอนข้างผมตลอด ผมจึงมีความผูกพันธ์กับมันมาก เพื่อนผมหลายคนที่กลับมาอยุ่เมืองไทยแล้ว อันดับแรกเลยที่เจอกัน เขาจะทวงถามว่าเมื่อไหร่เขาจะได้ลูกของไทเกอร์เสียที มีอยู่ท่านหนึ่งที่กลับมาคนแรก ได้ไปหนึ่งตัวคือเจ้า Rocky ตอนนี้เป็นเจ้าพ่ออยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งที่ชลบุรี มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย มีพื้นที่วิ่งเล่นในโรงงานประมาณ 22 ไร่ คนงานไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาเพ่นพ่านในบริเวณบ้าน มันหวงเจ้าของมาก มันออกไปเล่นนอกบริเวณบ้านไม่ทำร้ายใคร แต่มันไม่ยอมให้หมาตัวอื่นเข้าใกล้นายมัน ตัวนี้ล่าสุดเพื่อนผมเคยคุยกันทางโทรศัพท์บอกว่าหนักประมาณ 36-37 โลแล้ว จริงเท็จอย่างไรผมก็ไม่รู้ เพราะว่าไม่สนใจ ผมรู้แต่เพียงว่ามันเป็นหมาที่โชคดี ที่ได้ไปอยู่กลับนายดีๆ มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย และเพื่อนผมก็รักมันมาก แค่นี้ผมก็มีความสุขและหมดห่วงแล้วครับ เพื่อนอีกคนได้ลูกไทเกอร์ไปสองตัว จากสองแม่ เป็นตัวผู้ทั้งคู่ ตั้งชื่อมันว่า เจ้าบิ๊ก กับเจ้าเบน เลี้ยงไปเลี้ยงมาเริ่มติดใจ ตอนนี้เปิดผับและ และร้านอาหาร ลงทุนไปประมาณ 6-7 ล้าน ใช้ชื่อว่าร้านว่า Big Ben Pup & Restaurant เห็นว่าจะใช้โลโก เป็นรูปหมาพิทบูลด้วย ผมว่าจะใช้ที่นี่เป็นที่สังสรรค์สมาชิกชาว พิทบูล (TKC) ซะเลย ตอนนี้ว่ากำลังจะต่อรถลากน้ำหนักให้อยู่ แต่ยังหาแบบไม่ได้ ใครมีแบบดีๆก็ช่วยสงเคราะห์หน่อยนะครับ คนล่าสุดที่เพิ่งกลับมาได้ไม่กี่วันนี้ สิ่งแรกที่เจอหน้ากันก็คือถามว่า เฮ้ยเมื่อไรกูจะได้ลูกไทเกอร์ว่ะ โธ่ไอ้เวนน์!! แทนที่มันจะถามถึงคนดันถามถึงหมา มีบางคนที่อเมริกาตอนนี่ที่โทรคุยกันยังถามถึงเสมอว่าเจ้าเสือไม้ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ผมก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ก็เลยเมลให้ดูรูปข้างล่างนี้แทนครับ

มีหลายท่านสงสัยถามมาว่าเลี้ยงหมาในบ้านไม่มีกลิ่นหรือ ผมก็ลองถามทุกคนที่มาบ้านผม ว่าเข้ามาบ้านผมแล้วได้กลิ่นสาปหมาบ้างหรือเปล่า อยากให้ตอบแบบไม่ต้องเกรงใจ เพราะผมอยู่ด้วยกันทุกวันอาจจะชินเลยทำให้ไม่ได้กลิ่น แต่ส่วนใหญ่ก็บอกว่ามีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย ผมไม่รู้ว่าจริงเท็จอย่างไร แต่ผมสังเกตุเอาจากตัวเอง ผมว่าหมาพิทบูลกลิ่นตัวจะไม่แรงเหมือนหมาอื่น ยิ่งถ้าเทียบกับร็อตด้วยยิ่งชัดเจนเลยครับ แต่ผมว่าวิธีการเลี้ยงก็มีส่วนเหมือนกัน ผมจะให้แต่อาหารเม็ดรสไก่เท่านั้นครับ ไม่เคยให้กินอาหารที่ปรุงเองเลย ยิ่งเนื้อต้มนี่หมาผมไม่เคยรู้รสด้วยว่าเป็นอย่างไร ผมว่ากินเนื้อทำให้กลิ่นตัวแรงมาก ผมเลี้ยงมาแบบนี้ตลอดครับ เพราะว่าสดวกดี กินแล้วกลิ่นตัวไม่แรง ฟันสวย ปากไม่เหม็นด้วยครับ ผมอาบน้ำหมาผมประมาณอาทิตย์ละครั้ง แต่บางทีก็ขึ้นอยู่กับเวลาว่างของผมด้วย ตอนนี้บอลโลกกำลังมัน เดือนหนึ่งแล้วครับที่ไม่ได้อาบน้ำให้ไทเกอร์เลย ตื่นเช้ามาผมจะกอดมันทุกเช้า เพราะว่ามันเป็นนาฬิกาปลุกส่วนตัว ที่ทำหน้าที่ได้อย่างไม่มีบกพร่อง แต่ผมว่าผมไม่รู้สึกว่าตัวมันเหม็นเลยครับ ไม่ได้พูดเข้าข้างหมาตัวเองนะครับ อาจจะเป็นเพราะไทเกอร์มันไม่ชอบออกนอกบ้าน และไม่ชอบลงไปเดินในที่แฉะๆ ยิ่งวันใหนฝนตกสนามหญ้าแฉะ เจ้านี่แทบจะไม่ยอมลงไปเดินเลยครับ

ผมว่าบรรยากาศในเว็บตอนนี้เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ก็หวังว่าทุกท่านคงช่วยกันประคับประคองให้เป็นแบบนี้ไปตลอดนะครับ อย่าทะเลาะกันในเรื่องไม่เป็นเรื่องเลยครับ คิดเสียว่าการเลี้ยงหมาคือความบันเทิงใจส่วนบุคคลก็แล้วกัน ใครชอบแบบใหนก็ตามสะดวก ถ้าเขาไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครก็ช่างเขานะครับ หมาใครๆก็รัก พยายามหากิจกรรมทำร่วมกับมัน จะได้ไม่เบื่อและเป็นการออกกำลังกายได้ด้วย หมาพิทบูลมันเป็นหมาที่พิเศษจริงๆ ครับ เสน่ห์มีอยู่ในตัวมันต้องหลายอย่าง สวยหรือไม่สวยก็เลี้ยงมันเอาบุญเถอะครับ ถ้านิสัยมันดีมันก็สามารถเฝ้าบ้านให้เราได้เหมือนกัน อย่าไปยึดตึดกับตำราเลยครับ ถ้าทุกคนให้ความรักแต่เฉพาะหมาที่สวยและหมาที่มีตำแหน่ง เราก็คงต้องเสาะหาหมาตัวใหม่มาเลี้ยงกันอย่างไม่จบสิ้น แล้วตัวที่มีอยู่แล้วเราจะทำอย่างไรครับ อย่าลืมว่ามันคือพิทบูล เป็นหมาที่ต้องการเจ้าของที่มีความรับผิดชอบ

อีกเรื่องหนึ่งเกือบลืม พอดีอ่านเจอในบอร์ด เขียนโดยคุณ Secret เรื่องที่ว่าฝรั่งจะทำหมันสุนัขหมาที่ไม่ได้คุณภาพ แต่ทำไมคนไทย ไม่นิยมหมาที่ตอนแล้ว ผมตอบให้ก็แล้วกันนะครับ ก็บอกให้เลยนะครับว่าเป็นความคิดที่ดีมาก แต่ผมให้อีกร้อยปีก็อาจจะไม่เกิดขึ้นในเมืองไทย คงอาจจะเป็นแค่โครงการในความฝันนะครับ ลองดูเอาว่าบ้านเมืองเรามันแตกต่างจากบ้านเมืองเขาแค่ใหน ไม่ว่าจะเรื่องกฎระเบียบต่างๆ รวมถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเรา แทบจะนับคนได้ที่มีความรับผิดชอบและรักบ้านเมืองจริง ส่วนใหญ่รักชาติจนน้ำลายใหล ดูจากการอภิปรายที่ผ่านมาก็คงเห็น หน้าด้านสุดๆ ก็หลายคน ใช้วิธีการพวกมากลากไป ใครผิดใครถูกกูไม่สน คะแนนต้องออกมาเท่ากันทุกคน จะเป็นไปได้ยังงัยวะ ถูกก็ต้องว่าไปตามถูก ผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด มันถึงจะถูกต้อง ถ้าไม่มีการวัดความถูกต้องด้วยการปล่อยให้โหวตได้อย่างเสรี แล้วอย่างนี้จะอภิปรายไปทำ เ_ี้ยอะไรวะ อย่างแค่เรื่องกดคะแนนผิดไปไม่กี่คะแนนก็เอามาเป็นประเด็น แก้ตัวกันพัลวัน โทษว่าเป็นความผิดพลาดของคอมพิวเตอร์ ตอแหลกันหน้าด้านๆ คอมฯมันโกหกไม่เป็นหรอกครับ กดอะไรลงไปมันก็ออกมาอย่างนั้น มีแต่คนเท่านั้น ทำอะไรลงไปก็กล้ารับผิดชอบอย่างลูกผู้ชายหน่อย จะกลัวทำไม ถ้าเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง เป็นคนนะโว๊ยไม่ใช่ควาย ที่ต้องคอยให้เขาจูงจมูก ไม่อยากโหวตก็ไม่ต้องโหวต กล้าทำก็กล้ารับกันหน่อย ยิ่งบอกว่าห่วงเพื่อนกลัวว่าจะกดไม่ถูกเลยไปช่วยสอน และรีบทำให้ตัวเองกดผิด ฟังแค่นี้ผมก็รู้สึกสะอิดสะเอียนจนบอกไม่ถูกแล้วครับ เห็นพฤติกรรมแล้วอยากจะกระโดดถีบทีวีพังก็ไม่กล้า เพราะไม่มีตังซื้อใหม่ เรื่องง่ายๆแค่กดปุ่มสี่ห้าปุ่มให้ถูกต้องแค่นี้ถ้ายังทำไม่ได้ แล้วเรื่องยากๆยิ่งไม่ต้องพูดถึง คงทำไม่เป็น แล้วมันจะเอาปัญญาที่ใหนมาบริหารประเทศวะ แค่กดปุ่มที่มีอยู่ไม่กี่ปุ่มก็ยังกดไม่ถูก ต้องคอยให้เพื่อนมาสอนหรือคอยกำกับ ทำเองไม่เป็นแต่เ_ือกเสนอหน้ามาเป็นผู้แทน นี่หรือครับคนที่ต้องเข้ามารับผิดชอบชะตากรรมของประเทศเรา เอวัง เอวัง จริงๆครับท่าน

ที่เมืองนอกเขามีกฎหมายที่รุนแรงเป็นตัวช่วยกำหนดครับ การจะเลี้ยงหมาสักตัวมันยุ่งยาก และต้องมีความรับผิดชอบพอสมควร และเขาก็จำกัดจำนวนหมาที่เลี้ยงด้วย หมาทุกตัวที่นั่นต้องต่อทะเบียนทุกปี หมาที่ยังไม่ตอนจะเสียภาษีที่แพงมาก แพงกว่าหมาที่ตอนแล้วหลายเท่าคนจึงนิยมตอน ยิ่งการเพาะหมาขายยิ่งต้องมีความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่หมาเหลือขายไม่หมดต้องเลี้ยงเองจะทำอย่างไร เขาจึงจะต้องมั่นใจก่อนการเพาะว่า หมาเขาเป็นที่ต้องการของลูกค้าจริงๆ ส่วนคนเลี้ยงทั่วไปสิ่งที่เขาต้องระมัดระวังมากที่สุด ก็คือการที่หมาเขาเผลอปล่อยให้มันมีลูกหลานออกมาเพ่นพล่าน เพราะว่านั่นจะเป็นการสร้างปัญหาให้เขาอย่างมาก จะเอาไปแจกชาวบ้านเหมือนที่เมืองไทยคงทำไม่ได้ เรื่องที่คิดจะเลี้ยงหมาแล้วขายลูกหมาเป็นรายได้เสริมมันจึงไม่ง่ายเหมือนบ้านเรา ส่วนคนขายการที่เขาตอนหมาก่อนขายจะทำให้ขายได้ง่ายขึ้น เพราะว่าคนซื้อไปจะไม่ต้องไปเสียเงินค่าตอนเอง แต่คนไทยเลี้ยงหมาไม่เหมือนฝรั่ง เราไม่มีกฏหมายพวกนั้น ยังมีคนเลี้ยงหมาแล้วปล่อยออกมาวิ่งนอกบ้าน และไม่มีการจำกัดจำนวนการเลี้ยง เห็นความแตกต่างรึยังครับ

ถ้ามีกฏหมายกำหนดออกมาเลยว่าบ้านหนึ่งเลี้ยงได้กี่ตัว และหมาทุกตัวต้องจ่ายภาษีประจำปี และหมาที่ยังไม่ตอนจะเสียภาษีแพงกว่าหมาที่ตอนแล้ว ผมเชื่อว่าคนที่คิดจะเพาะหมาออกมาขายคงคิดหนักใช่ใหมครับ ถ้าไม่แน่ใจว่าเพาะออกมาแล้วจะมีคนซื้อหรือเปล่า ก็อาจจะไม่กล้าเพาะ ที่เมืองนอกการเลี้ยงหมาแล้วจะปล่อยออกมาเพ่นพล่านนอกบ้านนี่ทำไม่ได้เลยครับ หมาทุกตัวที่พาออกนอกบ้านต้องอยู่ในสายจูง แต่เมืองไทยเรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติครับ และประเทศเขาก็ไม่มีหมาจรจัดเหมือนบ้านเรา แต่บ้านเราไม่ใช่เลี้ยงเบื่อเมื่อไหร่ก็ทิ้งขว้าง โดยเฉพาะไอ้พวกบ้าตามแฟชั่น ตอนรักก็ดูแลอย่างดี พอเบื่อหรือหมดคุณค่าก็ปล่อยออกมาเดินเพ่นพล่านตามท้องถนน หรือหนักหน่อยก็พาไปปล่อยวัด วงจรหมาจรจัดมันเกิดจากตรงนี้ครับ

เหมือนเดิมครับขอทิ้งท้ายก่อนจากว่า สุนัขที่อยู่กับท่านมันไม่ใช่สุนัขธรรมดามันคือสุดยอดสุนัข

" อเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย "

ติดตามต่อตอนหน้านะครับ
มาร์ค ..