ห่างเหินมานานพอสมควรกับบันทึกตอนนี้ และการปรับปรุงเนื้อหาในเว็บ เนื่องจากภารกิจหลายๆอย่างที่ประดังกันเข้ามา
ทั้งงานประจำ รวมถึงบรรดากิจกรรมที่ทำร่วมกับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆในกลุ่ม
ทั้งที่ทำไปแล้วและที่กำลังจะออกมา เช่นงานลากน้ำหนัก งานมีทติ้ง และการสังสรรค์ประจำเดือน
ก็เล่นเอาเดือนหนึ่งนี่ไม่มีวันหยุดเลยครับ เสาร์อาทิตย์กีมีพี่น้องและเพื่อนๆชาวพิทบูลแวะเวียนมาเยี่ยมไม่ขาด
อยากบอกว่าทั้งยุ่งทั้งเหนื่อยแต่ก็มีความสุขไปอีกแบบครับ นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหนึ่งภาระกิจสำคัญเพราะมีผู้ติดตามมากพอสมควร
และมีจดหมายเข้ามาตลอด คือการเขียนบทความสำหรับนิตยสารสวนจตุจักรอีกหนึ่งอย่างด้วย
หลายอาทิตยก่อนได้ดูรายการ โมเดิร์น ไลฟ์สไตล์ ช่วงเวลาบ้านรักสัตว์เลี้ยง
ออกอากาศแนะนำสุนัขพิทบูลและกิจกรรมการลากน้ำหนักของชมรมเรา ทางช่อง
9 ก็เลยอาศัยบันทึกนี้รีบเขียนถึงเรื่องราวต่างๆที่ประสบมาในช่วงนี้ก่อนที่จะลืม
สิ่งที่ผมอยากจะเขียนถึงก็คงจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทางกลุ่มได้ร่วมกันจัดขึ้นมา
และอนาคตของสุนัขพิทบูลที่กำลังดำเนินไป
ตอนนี้มีหลายอย่างเริ่มน่าเป็นห่วง ก็ขอเอามาถ่ายทอดไว้ตรงเนื้อที่ส่วนนี้
วันเวลาผ่านไปเร็วจริงๆ เผลอหน่อยเดียวเว็บนี้ก็อายุสามปีกว่าแล้ว เจ้าไทเกอร์ก็จะมีอายุครบสี่ปีในเดือนตุลาคมนี้
ก็แสดงว่าผมเลี้ยงพิทบูลมาเกือบสี่ปีแล้ว คิดไปก็ใจหายเหมือนกัน อายุสี่ปีของสุนัขก็เปรียบเสมือนประมาณ
30-40 ปีของคน กำลังจะเข้าสู่ช่วงกลางของชีวิตแล้ว อดคิดถึงเจ้าแทงค์พ่อของไทเกอร์ที่อยู่อเมริกาไม่ได้
ผมประทับใจในขนาดของร่างกายของเจ้านี่มาก ประกอบกับบุคลิกที่สุขุม บวกใบหน้าที่บอกบุญไม่รับของมัน
ครั้งแรกที่ประจัญหน้ากับมันแบบสองต่อสอง หัวใจผมหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
แต่เสียดายไม่มีโอกาสได้เห็นพี่น้องร่วมสายเลือดตัวสำคัญอีกตัวของมัน
คือเจ้า Camelot the Duke เพราะกิตติศัพท์ของเจ้านี่เลื่องลือมานานแล้ว
ว่ามันเป็นพิทบูลสายเลือด Old Family red red nose ที่มีขนาดของร่างกายมหึมามาก
น่าเสียดายที่มันได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ลูกหลานของมันยังเป็นที่ต้องการของคนที่นิยมเล่นสายนี้อยู่ตลอด
วันก่อนได้คุยกับลินดาเจ้าของเจ้าแทงค์ เขาก็บอกว่าแทงค์ตอนนี้อยู่บ้านเฉยๆ
ใช้ชีวิตสบายๆอย่างสงบอยู่ที่บ้าน และเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายของชีวิตแล้ว
ซึ่งลินดาก็บอกว่าวัยขนาดนี้ต้องดูแลเป็นอย่างดี ให้ออกกำลังเบาๆอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาสุขภาพให้ดีที่สุด
จะได้อยู่กับเธอนานๆ เธอบอกว่าเธอผูกพันธ์กับแทงค์มาก ฟังแล้วก็ใจหาย
อดทำให้นึกถึงวันที่เจ้าพลอยสุนัขร๊อตไวเลอร์ตัวสุดท้ายที่ผมเคยเลี้ยงจากผมไปไม่ได้

ผมยอมรับเลยว่าเจ้าไทเกอร์มีอิทธิพลหลายๆอย่างต่อการดำเนินชีวิตผมมาก
เรื่องบางเรื่องก็ได้แรงบันดาลใจจากเจ้าอ้วนนี่เอง นอกจากนี้เขายังนำสิ่งดีๆหลายๆอย่างมาสู่ผมด้วย
ผมได้รู้จักคนมากขึ้นได้เรียนรู้คนหลายๆแบบ มีเพื่อนดีๆอีกมากมายก็จากการเลี้ยงสุนัขพันธ์นี้
และพูดได้เลยว่ามิตรภาพระหว่างกันที่เกิดขึ้นกับพี่น้องในกลุ่ม และการได้รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่อีกหลายท่าน
ก็ได้สุนัขนี่ละครับเป็นตัวเชื่อม และก็อีกเช่นกันคำแนะนำตักเตือนต่างๆก็ได้จากท่านเหล่านี้ด้วย
เพราะบทความผมบางครั้งมันตรงทื่อไปหน่อย ท่านก็เตือนว่าสังคมไทยยังไม่พร้อมกับแนวคิดที่แข็งกร้าวแบบผมนี้
ผมก็น้อมรับและขอขอบคุณในความปราถนาดีของทุกท่านจากใจจริงครับ
กิจกรรมหลายๆครั้งที่จัดขึ้นมาได้ ก็เพราะว่าเรามีตัวเชื่อมสำคัญคือสุนัข
ผมพยายามมองหาว่ามีปัจจัยอื่นอีกใหมที่ทำให้เรารวมกลุ่มกันได้แน่นขนาดนี้
ปรากฎว่าไม่มี ก็ยอมรับครับว่ามีบ้างที่มีความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆเกิดขึ้นในกลุ่ม
แต่ท้ายที่สุดหากพวกเราหันหน้ามาคุยกันอย่างมีเหตุผล ทุกอย่างก็ลงเอยได้ด้วยดีเสมอมา
ผมอยากบอกว่าผมมีความประทับใจน้องๆในกลุ่ม ที่มาช่วยกันจัดกิจกรรมสำหรับพิทบูลร่วมกัน
ทุกคนน่ารักมาก มีบางคนที่ทุ่มเทมากจนผมไม่กล้าที่แสดงอาการถอดใจออกมาให้เห็นเลย
หลายครั้งที่อยากจะหยุดเพราะมีปัญหาหลายๆอย่าง ประดังเข้ามาและงานประจำของผมช่วงนี้ก็ไม่เอื้ออำนวย
สถานที่จัดงานก็ไม่ค่อยพร้อม แต่ถ้าเราหยุดทุกคนก็จะหยุดตาม นั่นก็หมายถึงว่าชมรมของพวกเราล้มเหลว
ผมเองในฐานะผู้ก่อการของกลุ่ม และเป็นผู้ริเริ่มโครงการต่างๆออกมา จะทิ้งไปคงไม่ได้แน่
ทางเดียวที่จะฟันฝ่าต่อไปก็คือการ ปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมเพื่อที่จะเดินต่อไปได้
อาจจะไม่ยิ่งใหญ่ แต่มีคุณภาพ
ครั้งล่าสุดประทับใจมากกับงานลากน้ำหนักครั้งที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าหลายๆคนมีอาการที่เริ่มล้าแต่ก็ไม่มีใครปริปากบ่น
จนเราต้องออกปากออกมาเอง ว่าจะลดจำนวนครั้งในการจัดกิจกรรมลง เพราะเห็นใจทีมงานมากๆ
การจัดงานแต่ละครั้งต้องมีการเตรียมงานล่วงหน้า และการเคลียร์หลังเลิกงาน
โดยเฉพาะคุณวีกับคุณแอม ที่ทุกครั้งจะทุ่มสุดตัว ก่อนวันงานสองสามวันต้องวิ่งวุ่นหยิบยืมและเตรียมอุปกรณ์
ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ พัดลมคูลเลอร์น้ำ นำรถลากไปเติมลม วันงานมาสายก็โดนผมตำหนิอีก
พองานเสร็จก็ต้องขนของไปคืน แถมเจออุบัติเหตุด้วย คุณแอมถึงกับสลบเหมือด
พรรคพวกต้องรีบนำส่ง ห้อง V.I.P. (ICU) และนอนโรงพยาบาลอีกสองคืน รถก็พังยังไม่ได้ซ่อมจนถึงทุกวันนี้
แต่ก็ขอชมเชยทุกคนไม่มีใครทิ้งกันเลย ไปโรงพัก โรงพยาบาลกันทั้งโขยง
หมูหมาที่มาด้วยก็พลอยเดือดร้อนไปหมด เจ้าเพลย์บอยต้องไปนอนขดอยู่ในกล่องที่หน้าโรงพักอีกหลายชั่วโมง
และนั่งเฝ้านอนเฝ้ากันจนดึกดื่น คอยให้กำลังใจกันตลอด ผมเองก็วุ่นๆทั้งเรื่องคนเจ็บและเรื่องทางคดี
ก็เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้รายงานผลการแข่งขันล่าช้ามาจนวันนี้ คู่กรณีก็แย่ผิดเห็นๆก็ไม่ยอมรับผิด
สงสัยกลัวค่าเบี้ยประกันปีหน้าเพิ่ม บริษัทประกันก็เลยยิ้มหน้าบานเลย
มีลูกค้าแบบนี้เยอะๆรับรองบริษัทไม่มีทางเจ๊ง ก็ไม่รู้ว่าจะซื้อบื้อทำประกันไปทำไม
บริษัทประกันควรคุ้มครองคนทำประกัน แต่รายนี้มาแปลกช่วยรักษาผลประโยชน์ให้บริษัทประกัน
แทนที่จะให้เรื่องมันจบๆไป ดันทำหัวหมอ ไม่ยอมรับผิด ต้องมาเสียเวลาสู้คดีกันอีกนาน
เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นรายนี้นี่ละ บริษัทประกันก็เลยสบายไป แม่งฉลาดหรือโคตรโง่กันแน่วะ

บ่นกันไปพอแก้เครียด ก็มาเข้าเรื่องหมาๆกันต่อดีกว่า วันก่อนอ่านบทความของ
Garzette Magazine นิตยสารเกี่ยวกับ พิทบูล ของอเมริกา ที่ปีหนึ่งจะออก
4 ฉบับ แต่สวนมากจะเน้นไปที่สุนัขสายใช้งาน ADBA ผมก็ได้อ่านมั่งไม่อ่านมั่ง
เพราะไม่ได้เป็นสมาชิกประจำ อาศัยว่ามีเพื่อนอยู่ทางโน้นคอยส่งมาให้
ฉบับที่ผมอ่านเป็นบทบรรณาธิการ ซึ่งอ่านแล้วโดนใจผมมาก เป็นบทบรรณาธิการที่เขียนถึงความรู้สึกได้
ตรงกับที่ Mr. Richart Stratton เคยเขียนไว้ เขาพูดว่า กาลเวลาเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง
คนที่เคยคลุกคลีกับสุนัขพันธ์นี้ในยุดแรกๆ เริ่มน้อยลงไปทุกวัน ประสบการณ์และความรู้ต่างๆเกี่ยวกับสุนัขพันธ์นี้ก็สูญหายตามไปด้วย
ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก เพราะบุคคลพวกนี้ไม่มีโอกาสได้บันทึกเรื่องราวที่เขาได้ประสบเอาไว้เลย
ประสบการณ์เหล่านั้นจึงตายไปพร้อมกับตัวเขา ประกอบกับกระแสทั้งเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไปทุกวัน
ทำให้สุนัขพิทบูลที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในทุกวันนี้ ในอนาคตไม่รู้ว่าจะดำรงค์อยู่ได้อีกนานเท่าไร
เขากล่าวอีกว่า พิทบูล เป็นสุนัขพันธ์พิเศษ ที่กว่าจะมีวันนี้ได้ ต้องผ่านความยากลำบากแสนเข็ญอย่างสาหัสมาเป็นร้อยๆปี
และด้วยคุณลักษณะที่โดดเด่นกว่าสุนัขพันธ์อื่นที่มีอยู่ในสายเลือด เป็นสิ่งดึงดูดให้คนให้ความสนใจมันมาจนทุกวันนี้
แต่ด้วยเงื่อนไขทางสังคม บ้านเมือง กฏหมายและสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
สุนัขพิทบูลกำลังจะถูกสิ่งเหล่านี้ และเงื่อนไขทางธุรกิจที่รุกคืบเข้ามา
บ่อนทำลายไปทีละน้อย และเมื่อถึงวันนั้นจริง เราคงไม่สามารถเรียกร้องมันกลับมาได้อีกตลอดไป

ผมอ่านบทความนี้แลัวเห็นด้วยเป็นอย่างมาก เพราะผมเองก็เจอมากลับตัวเอง
ผมมีเพื่อนพิทบูลชาวอเมริกันอยู่ท่านหนึ่ง ชื่อแจ๊ค อายุก็ไม่มากเท่าไร
แก่กว่าผมประมาณ 30 ปีเอง ตอนนี้เสียชีวิตแล้ว คุยกันเรื่องหมาถูกคอกันมาก
โดยเฉพาะหมาพิทบูล แจ๊คเคยคลุกคลีอยู่ในวงการพิทบูลมาตลอดเวลาหลายสิบปี
เพราะพื้นเพเดิมอยู่ในแถบที่เกมส์กีฬาของพิทบูลได้รับความนิยมมากพอสมควรผมจำชื่อเมืองที่แน่นอนไม่ได้
จำได้ครา่วๆว่าอยู่ช่วงรัฐกลางๆของอเมริกา ต่อมาอพยพหนีหนาวมาอยู่ทางฝั่งฟลอริดา
และก็โชคยังดีเพราะ ฟลอริดาในยุคนั้น ก็มีความนิยมพิทบูลไม่แพ้กัน มีนักเลงกัดหมาทางฝั่งตะวันตก
และทางตอนเหนือนิยมหนีหนาวเอาหมามาต่อสู้กันที่ทางฝั่งฟลอริดา แจ๊คเลยมีโอกาสสานต่อในสิ่งที่เขาชอบ
แจ็คชอบเล่าเรื่องประสบการณ์และเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับพิทบูลให้ผมฟัง
หลายเรื่องน่าสนใจมาก ไม่เคยได้ยินจากที่ใหนมาก่อน สิ่งแจ๊คเล่าเป็นประสบการณ์ล้วนๆ
ผมเองบอกได้เลยว่าทุกวันนี้ พยายามค้นหาหนังสือเรื่องราวของพิทบูล เกี่ยวกับสิ่งที่แจ๊คเคยเล่าให้ฟัง
ปรากฎว่าหาเท่าไรก็หาไม่เจอ ถ้าเจอก็ไม่ละเอียดพอ อาจจะมีกล่าวถึงบ้างแค่ผ่านๆ
และหนังสือที่เขียนในยุคใหม่ๆ จะเขียนโดยคนที่เล่นพิทบูลในยุคหลังๆ ผมอ่านแล้วมีหลายอย่างที่เขียนได้ไม่ตรงกับที่ผมเคยได้ยินมา
และมีหลายเล่มอ่านแล้วสร้างความสับสนได้ไม่น้อย ผมจึงไม่แปลกใจเลยกับ
นักเล่นพิทบูลยุคใหม่หลายๆคน ที่ยึดเอาตำรายุคใหม่เหล่านี้เป็นบรรทัดฐาน
หรือพวกเซียนท่องเน็ตอย่างเดียว พยายามจะกำหนดกฎเกณฑ์บางอย่างเป็นการเฉพาะสำหรับพิทบูล
ผมเองก็ชอบท่องเน็ตเหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่อินเตอร์เน็ตขาดไปก็คือ
ข้อมูลจากคนที่เคยคลุกคลีในช่วงแรกๆ ส่วนมากจะเป็นเว็บของคอกของเขาไม่ค่อยมีเว็บที่ให้ความรู้
คนที่เรียนรู้แค่จากแหล่งเหล่านี้ผมว่าเขาไม่มีทางจะเข้าใจ ถึงคุณลักษณะพิเศษที่มีอยู่ในตัวในสายเลือดและจิตวิญญานของพิทบูล
และสิ่งที่พวกเขากำลังกระทำคือ หาข้อสรุปให้กับตัวเองเอาไว้อวดอ้าง เพื่อจะได้ชื่อว่าเป็นคนที่รู้เรื่องพิทบูลกับเขาเหมือนกัน
ผมเองก็เคยเจอมากับตัวเองเลย ในเว็บผมเองนี่ละ ที่ห้องสนทนาผมเขาไปดูว่าเขาคุยอะไรกัน
วันนั้นในห้องมีอยู่หลายคน มีท่านหนึ่งแสดงภูมิด้วยการวิจารณ์สุนัขของคนอื่นอย่างน่าเกลียด
แต่ขอโทษสิ่งที่เขาพูดท้ายที่สุดก็จนมุมด้วยคำพูดของตัวเอง เมื่อหาทางออกไม่ได้
ก็หนีออกจากห้องไปเฉยๆเลย คนที่เล่นพิทบูลแบบผิวเผินสังเกตุง่ายๆ มักจะยึดที่จุดใดจุดหนึ่งเป็นสำคัญ
หรือพยายามยึดเอากฏเกณฑ์ทางกายภาพเป็นหัวใจในการพัฒนา แต่เขาคงลืมไปว่าสิ่งสำคัญสิ่งแรกที่ทำให้เขาหันมาสนใจพิทบูล
คือคุณลักษณะพิเศษที่อยู่ในตัวเขา หาใช่รูปร่างหน้าตาของเขาเลย คนที่เดินแนวทางนี้อย่างสุดโต่ง
ผมคิดว่าจะเป็นตังเร่งสำคัญที่ทำให้พิทบูลในอนาคตพบกับจุดจบที่เร็วขึ้น
ผมเขียนแบบนี้จะมีคนเห็นด้วยหรือเปล่า หรืออาจจะถูกด่าเละก็ยังไม่รู้
ผมพูดแบบนี้ ไม่ใช่ว่าต้องการหาเรื่องใคร เพียงแต่ต้องการยืดระยะเวลาสิ้นสุดยุครุ่งเรือง
ของพิทบูลที่คงลักษณะความเป็นพิทบูลออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะจากระยะเวลาเกือบร้อยปีที่ผ่านมา ได้ทำให้สุนัขพันธ์เดียวกันแตกแขนงออกมาเป็นสองสายพันธ์
สามวัตถุประสงค์ อย่างในทุกวันนี้ ซึ่งก่อให้เกิดผลดีตามมาหลายประการ
มีสุนัขให้เลือกหลายแบบหลายสไตล์ ตรงกับความต้องการของผู้เลี้ยงมากที่สุด
แต่จากปัจจุบันนี้ไป ด้วยแรงขับดันทางธุรกิจส่วนหนึ่ง กระแสทางสังคมส่วนหนึ่งเริ่มดึงเขากับมารวมกันอีกแล้ว
บางสมาคมเล็งเห็นผลประโยชน์ทางธุรกิจในการรับขึ้นทะเบียนตัวสุนัข มากกว่าการมุ่งพัฒนาทางด้านสายพันธ์จริง
แกล้งมองข้ามสิ่งสำคัญในข้อนี้ และมีผู้ที่รู้จักพิทบูลเพียงผิวเผินได้เข้าไปมีบทบาทในองค์กรที่สำคัญเหล่านี้
เริ่มเอนเองที่จะสร้างให้พิทบูลมีมาตรฐานเดียว เพื่อง่ายต่อการควบคุม
แต่ลืมนึกถึงไปว่าจุดกำเหนิดของสุนัขพันธ์นี้เป็นสุนัขพันธ์พิเศษที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้นมา
ไม่ใช่กระบวนการคัดพันธ์ตามธรรมชาติเหมือนดังสุนัขพันธ์อื่น ซึ่งกว่าจะได้ออกมาอย่างที่เป็นในทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและใช้ระยะเวลาไม่กี่ปี
ประกอบกับโลกที่พัฒนามาไกลขนาดนี้แล้ว คงจะใช้กฏเกณฑ์วิธีแบบดั่งเดิมไม่ได้อีกแล้ว
ทางเดียวที่จะคงสิ่งเหล่านี้ไว้ก็คือการอนุรักษ์ในสิ่งที่มีอยู่ ให้คงลักษณะเดิมให้มากที่สุด
อย่านำมาปนกันจนคนยุคหลังๆ เกิดความสับสน ใจจริงผมก็ไม่อยากยุ่ง แต่นึกเสียดาย
หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย อีกหน่อยชื่อ พิทบูล คงไม่มีความขลังอีกต่อไป
ในเมื่อเขาแอบอ้างชื่อพิทบูลหากิน แต่กลับมาทำลายลักษณะพิทบูลที่ดีให้หมดไป
ก็เลยต้องออกมาสะกิดซะหน่อย ผมเชื่ออย่างเหลือเกินว่าเซียนสนามประกวดหลายๆคน
ยังไม่สามารถบอกได้ว่า พิทบูลกับสแตฟฟอร์ดแตกต่างกันอย่างไร

มีบางคนอาจแย้งผมว่า สมัยก่อน AKC จะรับขึ้นทะเบียนเฉพาะ สุนัข สแตฟฟอร์ต
แต่ UKC ที่รับขึ้นทั้งสองสายพันธ์ในชื่อเดียวกัน แบบนี้ใครมั่วกว่ากัน
ผมก็เคยสงสัยในเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ขออนุญาติเอาความคิดเห็นของแจ๊ค
มาเล่าให้ฟังอีกครั้งหนึ่งดังนี้
ในสมัยก่อนเริ่มตั้งแต่ยุคโบราณสุนัขที่ใช้ในการต่อสู้กันไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องเป็นพันธ์อะไร
การจะหาสุนัขมาเพื่อใช้ในการต่อสู้ขึ้นอยู่กับพิทแมนหรือนักเลงกัดสุนัข
จะหาวิธีการใดๆก็ได้ที่จะพัฒนาสุนัขของตนเองให้เก่งกว่าของคนอื่น ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน
แต่สุนัขเหล่านี้เรียกรวมๆว่า พิทด๊อก การต่อสู้สุนัขนิยมเรื่อยมาหลายยุคหลายสมัย
จนพัฒนามาเป็นองค์กรที่ให้การรับรองผลการแข่งขันก็คือ UKC เป็นองค์กรแรก
และสิ่งหนึ่งที่ทำให้ตัวสุนัขได้รับการยอมรับและดำรงค์อยู่ได้ก็คือการเอาชนะในสนามแข่งเท่านั้น
UKC ในช่วงแรกๆที่เปิดให้สแตฟฟอร์ด มาขึ้นทะเบียนด้วย ก็เพราะความเชื่อที่ว่ามันมีจุดกำเหนิดมาจากพันธ์เดียวกัน
แค่ชื่อคงจะบอกอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่จะช่วยกลั่นกรองคุณภาพของสุนัขตัวนั้นว่าเป็นพิทบูลจริงหรือไม่ก็คือการแข่งขันในสนาม
หากแพ้การแข่งขันก็จะเป็นการคัดสุนัขตัวนั้นออกไปโดยปริยาย เขาจึงไม่สนใจว่าใครจะเอาสุนัขอะไรมาขึ้นทะเบียนด้วย
ไม่รู้ว่าใครเคยได้ยินแบบผมบ้างหรือเปล่า แต่ระยะหลังโลกเปลี่ยนไป การนำสุนัขมาต่อสู้กันเป็นสิ่งที่แสดงถึงความป่าเถื่อน
UKC จึงต้องกำหนดมาตรฐานการประกวดออกมา ซึ่งสมัยก่อนสุนัขพิทบูลกับ สแตฟฟอร์ด
จะมีความแตกต่างกัน แต่ไม่รู้ว่าทำไม เดี๋ยวนี้รูปร่างชักจะใกล้เคียงกันเข้าไปทุกวันจนแยกไม่ออกแล้ว
เห็นความเปลี่ยนแปลงหรือยังครับท่านผู้อ่าน หากว่าวันหนึ่งมีสุนัขที่
สวยมากแต่ยืนนิ่งเป็นเสาหินเพียงแบบเดียว ไม่รู้ว่าคนที่ชอบพิทบูลจะรู้สึกอย่างไร
ก็ฝากไว้ให้ลองคิดกันเล่นๆดูนะครับ